
ธรรมาภิบาลขององค์กร
ในฐานะที่เคยยุ่งๆ เกี่ยวๆ กับการแต่งตั้งพระสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่งทางการปกครอง และเสนอการแต่งตั้งสมณศักดิ์ จึงใคร่จะขอแนะนำวิธีการของนักปกครองที่ประสบความสำเร็จโดยยึดวิธีการของ ๒ สมเด็จ คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทะสิริ)
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทะสิริ) จะรับใครและแต่งตั้งพระรูปใด ท่านจะมีวิธีการ "ดูแวว คือ แวววาม และแววไว" โดยข้อแม้ว่า...ปราศจากอคติ มีวิจารณญาณ ยึดหลักการให้มั่นคง ... รับรองไม่มีผิดพลาดอันจะเป็นผลเสียแก่ตนและแก่องค์กร ประมวลและแยกแยะได้ ดังนี้
๑. ดูหน่วยก้าน คือ ดูบุคลิก ลักษณะ กิริยามารยาท ดูความผึ่งผายองอาจ ดูความเคารพและฉลาดในการโต้ตอบ
๒. วิชาการ คือ ดูความรู้ในระดับที่เป็น ไม่ดูเกิน เพราะความรู้จริงในระดับที่เป็นสำคัญอย่างยิ่ง จึงซักถามเรื่องต่างๆ จนเป็นที่พอใจ
๓. การปฏิบัติงานที่ผ่านมา คือ ดูการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย
๔. ดูความรักความศรัทธาของตนในองค์กร คือ ดูความเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์กับคนในองค์กร ซึ่งจะเป็นส่วนที่จะสนับสนุนหน้าที่และได้รับการอุปการะจากผู้ที่อยู่ในระดับสูงขององค์กร
ส่วนที่ว่าดูจากคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัส "เกณฑ์การพัฒนาตน และการแต่งตั้งคนในยศศักดิ์" ไว้ว่า
"อุฏฐานะวะโต สะตีมะโต สุจิกัมมัสสะ นิสัมมะการิโน สัญญะตัสสะ จะ ธัมมะชีวิโน อัปปะมัตตัสสะ ยะโสภิวัฑฒะติ" แปลว่า "ยศย่อมเจริญแก่คนขยัน ไม่พลั้งเผลอ ทำงานสะอาดเรียบร้อย วางแผนดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีศีลธรรม เป็นผู้ไม่ประมาท"
เกณฑ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสนี้ เป็นทั้งคุณธรรมที่พัฒนาตน เป็นทั้งแว่นแก้วที่ผู้บังคับบัญชาจะใช้เป็นเครื่องมือสอดส่องแต่งตั้ง เลื่อนระดับ ปรับเงินเดือน เมื่อผู้ใต้บังคับและผู้บังคับบัญชามีเกณฑ์ที่ใช้ร่วมกัน เวลาพิจารณาก็ง่ายขึ้น จึงควรเป็นสมุดสะสมงานที่ฝ่ายบริหารบุคคลจะพิจารณาและนำเสนอ ผู้บกพร่องก็ไม่มีข้อโต้เถียง ยอมรับกันและกัน ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ต้องมาเป็นศัตรูกับผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาก็ไม่สามารถเอาแต่ใจตอนเองได้ ความเป็นธรรมก็เกิดขึ้น ทุกคนก็รู้เกณฑ์ของตน พระพุทธพจน์นี้จึงเป็น "ธรรมาภิบาลขององค์กร"
"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) "



