
วิปหนุนตั้งกมธ.ร่วมไอซีทีเล็งยื่นตีความกทช.
ศาลปค.สูงสุด สั่งกทช.ระงับการอนุญาตใช้คลื่น IMT ย่าน 2.1GHs ให้บริการ 3G รวมถึงการจัดประมูล ชี้ การออกประกาศกทช.อ้าง มาตรา 51 พ.ร.บจัดสรรคลื่นฯ น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ให้มี กก.ร่วมทำแผนแม่บท ขณะที่การสั่งระงับ ไม่เป็นอุปสรรคให้บริการสาธารณะ เหตุ 2 G เคร
(23ก.ย.) ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ เวลา 09.00 น. นายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวนอุทธรณ์ฟ้องระงับประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 G พร้อมคณะ มีคำสั่งให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ระงับการอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz รวมทั้งการดำเนินตามประกาศของ กทช. ลงวันที่ 23 ก.ค.53 ไว้เป็นการชั่วคราวนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
โดยคดีนี้ สำนักงาน กทช. และ กทช. ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งไว้ในคดีที่ บมจ. กสท. โทรคมนาคม ยื่นฟ้อง สำนักงาน กทช. และ กทช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการออกประกาศ กทช. วันที่ 23 ก.ค.53
ศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้วต้องวินิจฉัยก่อนว่า คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่า เหตุแห่งการมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้นที่ระงับอนุญาตใช้คลื่นความถี่และการดำเนินการใดๆในประกาศ ได้อ้างตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา 69 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวในมาตรา 72 บัญญัติว่า การมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอทุเลาคำสั่งทางปกครองให้ทำได้โดยองค์คณะ หลังจากตุลาการผู้แถลงคดีได้เสนอคำแถลงมาแล้ว แต่ปรากฏว่าการที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว จึงขัดต่อมาตรา 72 ดังนั้นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้น จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องข้อนี้จึงฟังขึ้น
แต่คดียังต้องวินิจฉัยอีก 3 ประเด็น โดย 1.ประกาศ กทช.ดังกล่าวที่ประกาศ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.53 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่า แม้กทช.อ้างว่า คลื่นที่ได้ออกประกาศเป็นคลื่นโทรคมนาคมตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขประกาศไว้เดิม ซึ่งสอดคล้องกับตารางกำหนดความถี่วิทยุแห่งบังคับของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ แต่กทช.จะดำเนินการตามพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นฯ มาตรา 51 ก็กำหนดให้ต้องมีการจัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติโดยคณะกรรมการร่วมก่อนตามมาตรา 63 และ64 ของพ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติไว้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไม่มีคณะกรรมร่วม รวมทั้งการจัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ ดังนั้นการกำหนดนโยบายและจัดทำกิจการโทรคมนาคมและแผนความถี่วิทยุของกทช. ที่อ้างอำนาจตาม 51 พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงมีปัญหาว่า การออกประกาศกทช.ดังกล่าวน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนประเด็นที่ 2 การให้ประกาศกทช.ดังกล่าวใช้ต่อไปจะมีผลร้ายแรงและยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลังหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แม้ยังไม่มีการประมูลและออกใบอนุญาตให้กับผู้ชนะการประมูล ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับประกาศกทช.ต่อไป ถือว่าจะมีผลต่อผู้เกี่ยวข้องไม่มากนัก เนื่องจากการประมูลมีผู้มีสิทธิเข้าร่วมเพียง 3 ราย แต่หากให้การประมูลดำเนินไปถึงขั้นการออกใบอนุญาตให้ผู้ชนะการประมูล และต่อมาศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของกทช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมจะสร้างความเสียหายให้มากกว่าและจะเกิดการฟ้องตามมามากมาย
ประเด็นที่ 3 หากมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับประกาศกทช.ดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารของรัฐหรือบริการสาธารณะหรือไม่ ศาลเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปัจจุบันการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2 จี มีเครือข่ายครอบคลุมทั้งประเทศ และกทช.ยอมรับว่า ในระยะแรกขอการให้บริการโทรศัพท์ระบบ 3 จี ทำได้เพียงโครงข่ายขนาดเล็กและหากจะดำเนินให้ครอบคลุมทั่วประเทศต้องใช้เวลากว่า 4 ปี จึงเห็นได้ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการบริการโทรศัพท์ 3 จี จึงไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ นอกจากนี้แม้การดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ของกทช.จะเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความชอบของกฎหมายเช่นกัน
ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งแก้คำสั่งศาลปกครองชั้นต้นบางส่วน เป็นว่า ให้ทุเลาการบังคับตามประกาศกทช. โดยให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสองระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz และการดำเนินการต่อไปตามประกาศไว้เป็นการชั่วคราว นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่ง จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ด้านนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสทฯ กล่าวว่า ตนพร้อมรับฟังคำสั่งของศาล โดยหลังจากนี้กสท.จะดำเนินการตามแผนธุรกิจเดิมที่เคยวางไว้ต่อไป ทั้งนี้ยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงในเรื่องนี้แต่อย่างใด ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวานิช รมว.คลัง ออกมระบุว่า จะต้องเร่งให้มีการออกกฎหมายและกสทช.นั้น ทางกสท.ก็เห็นด้วยและไม่มีแนวคิดขัดขวาง
ขณะที่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะทำงาน 3 G และ กทช. ระบุ เตรียมแถลงข่าวถึงท่าที กทช. อีกครั้งเกี่ยวกับการดำเนินการโทรศัพท์ระบบ 3 G วันนี้ เวลา 14.00 น. ที่ กทช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การฟังคำสั่งอุทธรณ์ วันนี้ ได้มีพนักงาน บมจ. กสท. ร่วม 100 คน ซึ่งสวมเสื้อสีส้ม ของ กสท. ที่นำโดยนายสุขุม ชื่นมะนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ. กสท. ฯ เดินทางมาร่วมฟังและให้กำลังใจผู้บริหาร กสท. ด้วย
นายพนา ทองมีอาคม กรรมการ กทช.กล่าวถึงภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคุ้มครองประมูล 3 จี ว่า คำพิพากษาของศาลที่ออกมายืนสั่งคุ้มครองต่อไปนั้น ตนในฐานะกรรมการ กทช.เราน้อมรับคำตัดสินของศาลที่ออกมา ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่ กทช.ได้ดำเนินการมาทั้งหมดเราถือว่า ได้ทำดีที่สุดแล้ว ดังนั้นหลังจากนั้นคณะกรรมการ กทช.คงจะต้องไปประชุมหารือกันถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้ดำเนินการมา ว่า จะต้องมีการดำเนินการสั่งยกเลิกในเรื่องใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดตั้งสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมการประมูลที่เราได้วางแผนเอาไว้ ส่วนกรณีที่ตำแหน่งกรรมการ กทช.ที่จะหมดวาระลงในสิ้นเดือนนี้ 3 คน ตนเห็นว่า ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะกรรมการทั้ง 3 คน ยังสามารถทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปได้อีก แต่สิ่งที่เราจะต้องดำเนินการหลังจากนั้นต่อไป คือการวางกรอบการดำเนินงานต่างๆ กทช.จำเป็นจะต้องมาหารือกันอีกครั้งว่า จำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง รวมถึงวิธีปฏิบัติงานทั้งหมดเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ
ถามว่า ในระยะเวลาอีกไม่นานนี้ วาระของคณะกรรมการ กทช.ชุดนี้จะหมดลง และจากนั้นจะต้องมีการสรรหาคณะกรรมการ กสทช.ขึ้นมาแทน นายพนา กล่าวว่า หากทุกฝ่ายได้พยายามช่วยกันที่จะผลักดันให้ พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ออกมาได้ ก็น่าจะช่วยแก้ปํญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ให้กับบ้านเมืองได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การดำเนินการอะไรก็ตาม หากดำเนินการอย่างรวดเร็ว ตนก็อยากให้มีความระมัดระวังด้วย ซึ่งตนถือเป็นคนหนึ่งที่ได้ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ก็พยายามที่จะเอาใจช่วยทุกฝ่าย และอยากที่จะเห็นกฎหมายนำออกมาบังคับใช้รวมทั้งมีองค์กรที่มีอำนาจเต็ม ที่จะเข้ามารับผิดชอบดูแลในเรื่องนี้
ถามว่า การดำเนินการของเราที่ผ่านมา เกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นในจุดใดจนทำให้เกิดปัญหาในวันนี้ กรรมการ กทช. กล่าวว่า เรื่องนี้ตนอยากให้มองเป็นประเด็นในเรื่องของข้อกฎหมายเพราะกทช.เองถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการ เนื่องจากเราเห็นว่า สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ อีกทั้งสิ่งที่เราดำเนินการคือสิ่งที่ประชาชนคนไทยมีความต้องการและเรียกร้องในระบบโทรศัพท์ 3 จี เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อสิ่งที่เราปฏิบัติมามีปัญหาทางข้อกฎหมาย ทาง กทช.ก็น้อมรับ อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนตัวเห็นว่า โทรศัพท์ในระบบ 3 จี คงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันใน กทช.ชุดนี้ เพราะการดำเนินการต่างๆ จะต้องใช้ระยะเวลาอีกนานพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางสภา เราไม่สามารถที่จะไปกำหนดระยะเวลาได้
ถามว่า กรณีที่จะมีการอัพเกรด จาก 2 จี เป็น 3 จี รวมทั้งการเกิด 3 จี ใน 2 วิธีการนี้ คิดว่า สิ่งใดจะสามารถเกิดขึ้นได้ก่อน นายพนา กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่แน่ใน เนื่องจากตนยังไม่ได้เห็นแผนดังกล่าวของรัฐบาล เพราะการอัพเกรดยังมีข้อที่จะต้องพิจารณา เนื่องจากการจะเป็น 3 จี ขนาดความกว้างของคลื่น มันจะมีขนาดที่มีความเหมาะสมของมันอยู่ ดังนั้น เราจำเป็นจะต้องไปดูว่าการที่จะอัพเกรด ที่ผู้ประกอบการใช้อยู่ในปัจจุบันจะสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งในส่วนของผู้ประกอบการเองก็จำเป็นจะต้องไปดูในเรื่องของจุดคุ้มทุนด้วยว่า ถ้าหากดำเนินการไปแล้ว จะมีผลกำไรมากน้อยเพียงใดเนื่องจากจะมีเรื่องของระยะเวลาสัมปทานกำหนดไว้ด้วย ดังนั้นเรื่องทั้งหมดนี้รัฐบาลและผู้ประกอบการคงจะต้องไปพูดคุยกัน เพราะเรื่องนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของ กทช.
"การพูดคุยในช่วงบ่ายของวันนี้ กรรมการ กทช.คงจะต้องมาหารือถึงการทบทวนการทำหน้าที่ของ กทช.หลังจากนี้ว่าควรจะต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ของตนเองอย่างไร รวมทั้งสิ่งที่ กทช.ได้ดำเนินการมาทั้ง รวมถึงการประกาศยกเลิกที่จะเกิดขึ้น คณะกรรมการ กทช.คงจะต้องหารือว่าหากมีการยกเลิกเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหายน้อยที่สุด" กรรมการ กทช.กล่าว
สภาถกกว่า2ชั่วโมงไร้ข้อสรุปร่างพ.ร.บ.กสทช.เลื่อนไปอีก
เมื่อเวลา 12.30 น. ในการประชุมรัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ..... (พ.ร.บ.กสทช.) หลังจากที่วุฒิสภาได้พิจารณาแก้ไขมาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เปิดให้ส.ส.อภิปรายกันอย่างหลากหลาย นายสามารถ แก้วมีมีชัย รองประธานสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ยุติการอภิปรายและปิดการประชุมเมื่อเวลา 15.00 น. และขอให้เลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กสทช.ในการประชุมครั้งต่อไป โดยการประชุมเรื่องดังกล่าวได้ใช้เวลาการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง 30 นาทีซึ่งไม่มีข้อสรุปใดๆ ทั้งสิ้น
วิปรบ.หนุนตั้งกมธ.ร่วม2สภาพิจารณากม.กสทช.
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลว่า การอภิปรายร่างพ.ร.บ.กสทช. ดังกล่าวที่ประธานได้สั่งปิดการประชุมก่อนที่มีการลงมตินั้น ตนเข้าใจว่าได้มีผู้อภิปรายครบตามที่ยื่นความจำนงค์ไว้แล้ว ดังนั้นในการประชุมสัปดาห์หน้าเมื่อเริ่มวาระประชุมดังกล่าวจะเป็นขั้นของการลงมติทันที โดยมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ตกลงว่าต้องตั้งกรรมการร่วมระหว่างส.ส.และส.ว. เพื่อพิจารณากฎหมายดังกล่า ภายใต้กรอบเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนเสนอเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งตนคาดว่าที่ประชุมสภาในวันดังกล่าวจะมีความเห็นในทิศทางเดียวกัน ส่วนการตั้งกรรมการร่วมนั้น เบื้องต้นจะเป็นบุคคลที่เคยเป็นกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กสทช. มาก่อนหน้านี้
ไอซีทีเตรียมนัดหน่วยงานถกยื่นศาลรธน.ตีความ
นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร แถลงว่า (ไอซีที) กล่าวว่า ระบบ 3 จี เป็นเพียง 1 ในนโยบายของคณะกรรมการบรอดแบรนด์แห่งชาติ ที่นายกรัฐมนตรี มอบให้กระทรวงไอซีทีเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งการเปิดประมูลคลื่นไม่ได้ทำให้ประเทศไทยล้าหลัง เพราะประเทศไทยได้ใช้คลื่นความถี่ 850 และ 900 เม็กกะเฮิร์ต ทำเป็นระบบ 3 จี มาแล้ว 2 ปี โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์หลายเครือข่ายได้ทดลองใช้แล้ว และวันนี้คนไทยใช้มือถือส่งถ่ายข้อมูล 5 ล้านเครื่อง ขณะที่ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต 16 ล้านคน เป็นการยืนยันว่าไทยไม่ได้ล้าหลัง ซึ่งความล้าหลังไม่ได้วัดว่ามี 3 จี หรือไม่ แต่อยู่ที่การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ด้านอื่นด้วย
นายจุติ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจะเร่งทำคู่ขนานคือ จะหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความปมปัญหาอำนาจของ กทช. ว่าสามารถดำเนินการประมูลได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ในส่วนของสภาฯ ก็ได้เดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. ซึ่งคาดว่าในวันพุธหน้าจะมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภาพิจารณาร่างดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว หากเป็นตามนี้ คาดว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ร.บ.นี้ จะมีผลบังคับใ จากนั้นอีก 180 วัน จะมีการสรรหาคณะกรรมการ กสทช.ได้สมบูรณ์ และอนุมัติการประมูลได้
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า หากมี กสทช. ขึ้นมาแล้ว จะไม่สะดุดเรื่องการร้องเรียน เพราะที่ผ่านมามีบทเรียนจากการร้องเรียนกรณี กสช. แล้ว ซึ่งกฎหมาย กสทช. ได้อุดช่องว่างทุกอย่างแล้ว หากเกิดปัญหาก็ยังตั้งคณะกรรมการขึ้นได้ แล้วไปสอยทีหลัง หากกระบวนการไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม ความเสียหายจากที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเอกชนที่เตรียมความพร้อมในการลงทุนในการประมูล แต่ในส่วนของภาครัฐ ต้องยึดหลักกฎหมาย เหมือนกับคำพิพากษาของศาล เพราะหากเสียหายภายหลัง จะมีมูลค่ามหาศาล และความเสียหายที่เกิดในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของคู่สัญญารัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมายร่วมลงทุน



