
สังคมสับสนเพราะคนอยากเหนือคน
วันอีดีลฟิฏรี วันแห่งการฉลองชัยพิชิตกิเลสตัณหาหนึ่งเดือนเต็มของพี่น้องมุสลิมทั่วโลกได้ผ่านพ้นไปชีวิตใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง สังคมไคโรมีแต่ความสุขสนุกสนานด้วยเสียงเพลง 3 วันติดต่อกัน การแต่งตัวออกจากบ้านด้วยเสื้อผ้าใหม่ๆ
เพื่อเยี่ยมเยียนพี่น้องหรือนั่งกินลมตามสถานที่ต่างๆ ดูแล้วขัดกับชีวิตในวันธรรมดาของสังคมชาวอียิปต์ ที่ไม่เคยจะทำความรู้จักคนข้างบ้านด้วยซ้ำไป โลกมุสลิมของอาหรับแม้จะดูไม่เคร่งครัดตามแบบฉบับของไทย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความชัดเจนของการใช้ชีวิตที่สามารถแบ่งออกได้ว่าอันไหนศาสนา อันไหนสังคมโลกในชีวิตประจำวัน
วันนี้นอกจากจะได้ไปนั่งกินอาหารเลี้ยงตามบ้านพี่ๆ น้องๆ ของสังคมไคโรแล้ว มีน้องๆ และพี่ๆ อีกหลายคนที่พูดถึงทางบ้านที่เมืองไทยกับเหตุการณ์ที่ยังคงสร้างความไม่สบายใจให้แก่ทุกคน พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร วันสำคัญวันนี้จะมีความสุขเหมือนพวกเราที่ไคโรหรือไม่ วินาทีนั้นจึงกลายเป็นวันเศร้าของพวกเราสังคมนักเรียนไทยในไคโร
“ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี กับเหตุการณ์ของบ้านเราทางตอนใต้ เสียงระเบิด เสียงปืน กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ทุกวันนี้แม้ตัวเองจะอยู่อียิปต์ แต่ก็ยังเป็นห่วงพี่น้องในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้" มูฮำหมัด ใจมันดี นักศึกษาปี 4 มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร กล่าว
มูฮำหมัด เล่าว่า ความรู้สึกของเขาก็เหมือนๆ กับน้องๆ ที่มาจากสี่จังหวัดภาคใต้ อยากให้เหตุการณ์จบลงและเริ่มต้นกันใหม่ เพราะนี่ก็นานมากแล้วนับตั้งแต่เกิดเรื่องที่ตากใบ ชนวนแห่งการเกิดไฟแบ่งแยกแห่งสังคม แม้ว่าเขาจะอยู่ อ.สะบ้าย้อย แม้เป็นสังคมรวมของมุสลิมพูดไทยและพูดมลายูและสังคมพุทธ ก็อยู่กันด้วยดีเสมอมา แต่ตอนนี้สังคมพี่น้องมุสลิมด้วยกันก็ไม่มีการไว้ใจกันแล้ว
"เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งของสังคมทำอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่รู้ว่าเรื่องมันเลยเถิดไปถึงไหนแล้ว อยากให้หน่วยงานรัฐแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำครึ่งๆ กลางๆ แล้วทิ้ง หรือการแก้ปัญหาที่มีเพียงแต่การตั้งขอสงสัยก็เข้าใจทุกฝ่าย แต่รู้สึกว่ายังไม่เต็มที่ และยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร อยากเห็นสังคมเมืองไทยมีความสุขและรอยยิ้มกลับมาอีกครั้งครับ” มูฮำหมัดกล่าว
ขณะที่ อับดุลฮาหลีม โต๊ะแอ อาจารย์ กศน.ไทยไคโร เสนอว่า อยากให้ภาครัฐซึ่งเป็นตัวหลักและเป็นที่พึ่งของประชาชนมองย้อนกลับไปยังอดีตของสังคมพี่น้องภาคใต้ภายใต้โครงการต่างๆ ของผู้นำคนก่อน ซึ่งดีมากและน่าจะช่วยในการแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อย่างเช่นโครงการแรกที่เคยมีมา คือ "โครงการใต้ร่มเย็น” ซึ่งสามารถเรียกให้พี่น้องชาวใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับทางภาครัฐให้ความร่วมมือและสร้างความเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี
และอีกโครงการต่อมา “โครงการฮารับปันบารู” หรือความหวังใหม่ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องและทำให้พี่น้องมุสลิมในเขตจังหวัดภาคใต้ให้ความร่วมมือเข้าใจในการทำงานของภาครัฐมากยิ่ง การเป็นอยู่ของพี่น้องมุสลิมจึงมีความเท่าเทียมกันโดยยึดผู้นำรัฐบาลเป็นหลัก หลังจากที่ได้เรียนรู้และเข้าใจระหว่างกันทั้งภาครัฐและภาคประชาชนในพื้นที่ แต่ปัจจุบันนี้ประชาชนเหมือนโดนทิ้งขว้างโดยปราศจากการเข้าถึงอย่างเข้าใจ จึงเป็นผลให้เกิดช่องว่างของผู้หวังผลประโยชน์ในหมู่ประชาชนกันเอง
"ผมคิดว่าการที่รัฐเข้าไปแก้ไขหากด้วยการใช้กำลังก็ยิ่งรุนแรงปราศจากความสำเร็จและยิ่งตอกย้ำความแตกแยกทางความรู้สึกขึ้นไปอีก เพราะคนในพื้นที่กันเองที่มีปัญหากันอยู่ในวง ใน การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ การรวมคนในพื้นที่ต้องแก้ปัญหาภายในเป็นการส่วนตัวก่อนปัญหามันถึงจะจบลง และรัฐก็ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือของใครอีกต่อไป ผมเองก็รักประเทศไทยคนไทย และไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ อยากให้ทางภาครัฐนำโครงการดีๆ เข้าเป็นตัวเชื่อมอย่างที่แล้วมา" อับดุลฮาหลีมกล่าว
ไม่ว่าจะสังคมไหน สังคมใด เมื่ออยู่กันสามคนขึ้นไป ก็ต้องระวังความคิดคำพูดและยิ่งต้องสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้กับความคิดที่ติดตัวมาของมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนความคิดได้ทุกวินาที สังคมสับสนไม่ใช่เพราะศาสนาหรือความแตกต่าง หากแต่เพราะความคิดคนอยากเหนือคนกันเองนี่แหละ ที่มาของปัญหาที่เห็นในปัจจุบัน



