
เสียงร้องจากครูใต้ขอขวัญกำลังใจและความปลอดภัย
โศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าที่เกิดขึ้นต่อชีวิตครูใต้ จนถึงขณะนี้มีครูใต้สังเวยไฟใต้ไปแล้ว 135 ชีวิต และหากนับเฉพาะในปี 2553 ปีนี้ปีเดียวได้สูญเสียครูใต้ไม่ต่ำกว่า 5 ชีวิต แถมการเสียชีวิตในแต่ละรายล้วนเกิดขึ้นภายในบริเวณบ้านพัก โรงเรียน
หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน อย่าง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งผัก แล้วอย่างนี้ “ชีวิตของครูใต้ พ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ต้องดำเนินอย่างไร เพื่อให้ได้มาซึ่งการทำหน้าที่อบรมสั่งสอนนักเรียน และการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่”
ล่าสุด กลุ่มตัวแทนจากครูใต้ นำโดย นายวิรัตน์ จันทร์งาม ผอ.ร.ร.ชุมชนวัดอัมพวนาราม จ.ปัตตานี, น.ส.จุรีรัตน์ รัตนเหม ร.ร.วัดโคกหญ้าคา จ.ปัตตานี และนายปรีชา ศรีสุข ผอ.โรงเรียนบ้านป่าไผ่ จ.นราธิวาส เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในรายการครูพบนายกฯ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ สะท้อนปัญหาการเรียนการสอน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ และความต้องการของครูใต้
ความต้องการของตัวแทนครูใต้ทั้ง 3 ท่าน ต่างสะท้อนลักษณะเดียวกับครูบุญสม ทองศรีพราย กลุ่มประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนใต้ นั่นคือ ต้องการความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันของครู ทั้งในระหว่างสอนหนังสือ เสาร์-อาทิตย์, ขวัญกำลังใจจากส่วนกลาง เพราะหลายครั้งที่ดูเหมือนว่าระบบต่างๆ ในการควบคุมดูแลมีความเข้มข้น แต่สำหรับคนในพื้นที่ ยังต้องการความจริงจัง และจริงใจมากกว่าที่เป็นอยู่ หากครูใต้ต้องการอะไร เมื่อนำเสนอมาส่วนกลางก็ขอให้สนับสนุน ตลอดจนมีระบบติดตาม ดูแลนักเรียนจบการศึกษาภาคบังคับให้สามารถไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ให้มีอาชีพในการทำงาน เพราถ้าหากประชากรในพื้นที่ว่างงานมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาอื่นที่ตามมาก็มีไม่จบไม่สิ้น
“ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย เรื่องรักษาความปลอดภัย คุ้มครอง เราพอใจในระดับหนึ่ง แต่เราก็อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการรักษาชีวิตครู พี่น้องประชาชนในพื้นที่ และกำลังพลตำรวจ ทหาร ที่เข้ามาดูแลในพื้นที่ เพื่อให้มีรูปธรรม อีกทั้งอยากให้มีการจัดสวัสดิการสำหรับครูใต้ ลดภาระการสอน การทำเอกสาร และเมื่อครูใต้เสียชีวิต อยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองลงมาพื้นที่ยกย่องเชิดชูเกียรติครู เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูคนอื่น”
ขณะที่ปัญหาเรื่องการเรียนการสอนนับวันขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ เล็ ก โรงเรียนรัฐบาล เอกชน และโรงเรียนสอนศาสนา อย่างโรงเรียนปอเนาะ ญาติกา โรงเรียนเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มหน่วยงานในการจัดองค์ความรู้ในการจัดการศึกษาแก่เยาวชนภาคใต้ แต่ทั้งนี้ก็มีความหลากหลาย จะลงไปดูแลในแต่ละกลุ่มโรงเรียนได้อย่างไร
ครูจุรีรัตน์ อธิบายเพิ่มเติมถึงสภาพปัญหาว่า โรงเรียนในพื้นที่มีปัญหาเรื่องเวลามาก ครู เด็ก ต้องรีบไปโรงเรียนแต่เช้า พอตกบ่ายสองโมงครึ่งก็ต้องรีบเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน ชีวิตเปรียบเสมือนยืนอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแก่ตนเองบ้าง ขณะที่ครูธุรการ ที่รัฐบาลส่งมาให้ คนหนึ่งก็ต้องทำงาน 2-3 แห่ง อยากขอให้เป็นโรงเรียนละ 1 คนได้หรือไม่ เพราะงานธุรการสำคัญมากในการช่วยเหลือครู
ตอนนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โรงเรียนของรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้รับความนิยมน้อยมาก เด็กลดน้อยลง เพราะโรงเรียนเอกชนหลายแห่งมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งมีงบประมาณ มีอุปกรณ์ มีรถรับส่งนักเรียน มีเสื้อผ้าสวยงาม แต่ขณะที่โรงเรียนรัฐ ครูน้อย ครูทำทุกอย่าง สิ่งที่ทางรัฐบาลส่งมาให้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เทคโนโลยี สื่อต่างๆ ครูหลายท่านใช้ไม่เป็น อีกส่วนใช้เป็นแต่ไม่มีเวลานำมาใช้
ด้าน ครูวิรัตน์ อยากให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการโรงเรียนประจำตำบลต่อไป แต่ขอให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละตำบล และวางกรอบแนวทางชัดเจนว่าจะเดินไปทางใด เพราะบางตำบลพื้นที่ใหญ่กว้างจะกำหนดเป็นโรงเรียนเดียวไม่ได้ รวมไปถึงอยากให้รัฐบาลทุ่มเท เอาจริงเอาจังแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้
หลังจากรับฟังปัญหา ความต้องการของครูใต้ “นายกรัฐมนตรี” ยืนยันว่าไม่เคยละทิ้งปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้ และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ครูใต้ต้องการ เช่น สนับสนุนให้เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองที่บ้าน ที่ชุมชน สถานที่ปลอดภัย ส่วนข้อจำกัดของเด็กในพื้นที่มีความพร้อมน้อยกว่าในบางวิชา จำเป็นต้องแก้ไข คือให้เกิดความยืดหยุ่นในเรื่องหลักสูตร การขยายโอกาส และนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น รวมไปถึงลดการทำเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน และจัดเงินพิเศษแก่โรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถรวมกับโรงเรียนอื่นๆ ได้
สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือ เน้นเรื่องความต้องการของคนในพื้นที่ และเพิ่มเติมทักษะครู เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพเด็ก ไม่งั้นเด็กจบออกมาอาจไม่มีงานทำ กลายเป็นเหยื่อของการศึกษา ดังนั้น รัฐพยายามผลักดัน การปฏิรูปทศวรรษที่สอง และพยายามเรียนรู้ใน 4 ปีแรก ซึ่ง 4 ปีแรกมีอะไรดีๆ เกิดขึ้น แต่มีหลายอย่างที่ทำให้บุคลากรการศึกษาล้ากับการปฏิรูป ซึ่งไปเสียเวลากับเรื่องโครงสร้าง ระเบียบ งานเอกสาร เราพยายามย้อนกลับไปเพื่อแก้ไขให้การปฏิรูป น่าจะไปที่ตัวเด็กและครู
อยากขอแสดงความชื่นชมครูใต้ทุกคน ที่ทำงานในพื้นที่อย่างยากลำบาก แล้วขอย้ำว่ากระบวนการศึกษาให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างคนที่มีความรู้ ความเข้าใจ และพร้อมเรียนรู้ในความหลากหลาย ประเพณี วัฒนธรรม และอยู่ร่วมกันได้ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ
0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 รายงาน ฃ



