
ชุมนุมเกษตรกรรุ่นใหม่
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.ได้ร่วมมือกับหน่วยงานอีก 3 หน่วยคือ สอศ. ซึ่งดูแลวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สกว. และธ.ก.ส. จัดงานชุมนุมเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้นที่ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร
เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้ผ่านหลักสูตรและบางส่วนก็ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้แล้วจาก ส.ป.ก. ได้มาพบกันและเรียนรู้ความเป็นไปและรับฟังแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันและรับทราบแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ จากวิทยากรหลายท่าน
ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ มาเป็นองค์ปาฐกพิเศษ โดยได้ให้มุมมองเกี่ยวกับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ประเทศไทยในอนาคต ซึ่งมุมมองของท่านมีสาระที่เป็นประโยชน์อย่างมาก จึงอยากนำมาสรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญให้ทุกท่านได้รับทราบเช่นกัน
ประเด็นแรก ที่คุณโฆสิตได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจก็คือ ในมุมมองของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นระดับผู้มีอำนาจในรัฐบาล หรือชาวบ้านทั่วไป มองว่าเกษตรกรคือผู้ยากไร้ และต้องการการอุ้มชูจากหน่วยงานภาครัฐโดยตลอด เรียกได้ว่าไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ หรือมองอีกมุมหนึ่งคือการเกษตรไม่สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ ซึ่งคุณโฆสิตได้แสดงความเห็นซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าไม่น่าจะเป็นจริงตามนั้น
เพราะหากเกษตรกรสามารถดำเนินการโดยใช้ความรู้และความสามารถแล้ว ย่อมสามารถสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรได้อย่างเพียงพอและเลี้ยงตัวเองได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นอาชีพหลักที่ทำรายได้ได้ไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่ธนาคารกรุงเทพ ได้เปิดโครงการเกษตรก้าวหน้าขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบันนี้ เกษตรกรที่ร่วมโครงการแต่ละรายสามารถทำรายได้หลักจากการเกษตรได้เป็นอย่างดี หลายรายดีกว่าการทำธุรกิจอื่นด้วยซ้ำไป แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีสองอย่างประกอบกันคือ ความรู้ และ ความสามารถ
เมื่อพูดถึงความรู้และความสามารถแล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ความรู้นั้นร่ำเรียนได้จากหลายแหล่งด้วยกัน ทั้งในระบบการศึกษาปกติและนอกระบบ เช่นเรียนจากปราชญ์ชาวบ้าน หรือเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่เรียนรู้ส่วนใหญ่ก็คือเทคโนโลยีต่างๆ ความรู้เหล่านี้เหมือนกับสินค้าที่มีให้เลือกได้หลากหลาย
ดังนั้น เกษตรกรจึงเหมือนกับนักช็อปปิ้งที่ไปเลือกหาสินค้าหรือเทคโนโลยีที่ต้องการเพื่อนำมาใช้ให้เหมาะสมกับการผลิตของตนเอง แต่ว่าสิ่งที่ภาครัฐมักทำอยู่เป็นประจำก็คือ จัดสรรความรู้สำเร็จรูปและยัดเยียดให้เกษตรกรโดยไม่เปิดทางเลือก ผ่านระบบการส่งเสริมรูปแบบต่างๆ เรียกได้ว่าไม่ปล่อยให้เกษตรกรคิดเอง หรืออาจมีความเชื่อว่าเกษตรกรไม่สามารถคิดได้เองก็เป็นได้ ดังนั้นผลที่ได้รับก็คือ ความอ่อนแอของระบบการเกษตร หรือความอ่อนแอของตัวเกษตรกรเอง ซึ่งในที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่องของความยากจน และต้องรอให้ภาครัฐมาอุ้มชูกันต่อไป
อีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากความรู้ก็คือความสามารถ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และส่วนที่เป็นหัวใจของเรื่องก็คือความสามารถในการจัดการเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการธุรกิจ การจัดการการตลาด หรือการจัดการปัจจัยการผลิตต่างๆ
ทุกวันนี้เกษตรกรของไทยส่วนใหญ่ยังขาดความสามารถในการบริหารจัดการ จึงส่งผลให้การประกอบอาชีพด้านนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม เรื่องของความสามารถมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อครับ!!!
พีระเดช ทองอำไพ



