ไลฟ์สไตล์

ปรับกลยุทธ์ระบบปลูกข้าวใหม่โครงการดี...แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ปรับกลยุทธ์ระบบปลูกข้าวใหม่โครงการดี...แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

20 ก.ย. 2553

แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ผลิตข้าวมากที่สุดในโลก และส่งออกข้าวสู่ตลาดโลกมาเป็นอันดับหนึ่งกว่า 30 ปี ปีนับตั้งแต่ปี 2522 มีมูลค่าการส่งออกปีละกว่า 2.2 แสนล้านบาท ก็ตาม แต่สภาพความเป็นอยู่ของชาวนานั้นยังยากจน

มีหนี้สินล้นตัว เกิดจากปัญหาซ้ำซากปีแล้วปีเล่า คือราคาตกต่ำ ต้นทุนสูงขึ้น เกิดโรคระบาด ขาดแคลนแหล่งน้ำ เป็นต้น ทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำนาของเกษตรกร เพื่อฐานะของชาวนาไทยให้ดีขึ้น ด้วยการจัดโครงการ "ระบบปลูกข้าวใหม่"

 นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันระหว่างการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาหัวข้อ “ปลูกข้าวระบบใหม่ ชาวนาไทยมั่นคง” ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า โครงการจัดระบบการปลูกข้าว เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนแก่เกษตรกร และเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาการปลูกข้าวประสบความสำเร็จน้อย

 "ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ เป็นอาหารหลักของคนไทย สร้างรายได้เข้าประเทศปีละอย่างมหาศาล เพราะไทยเป็นผู้นำส่งออกมาตลอด 30 ปีแล้ว ทุกวันนี้มีชาวนาปลูกข้าวถึง 16-17 ล้านคน จาก 3.7 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ ดังนั้นเมื่อข้าวมีปัญหาจะกระทบไปทั่วประเทศ" นายธีระ กล่าว

 ส่วนปัญหาของชาวนาในปัจจุบัน นายธีระระบุว่า เกิดจากดินเสื่อมโทรมเพราะปลูกข้าวทั้งปี ทำให้ได้ผลผลิตต่ำ ข้าวไม่มีคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา เกิดโรคและแมลงระบาดอย่างรุนแรง อีกทั้งมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงทำโครงการจัดระบบการปลูกข้าวใหม่ โดยมีหลักการ 4 ระบบ ได้แก่ ระบบที่ 1 ข้าวนาปี-ข้าวนาปรัง-พืชหลังนา ระบบที่ 2 ข้าวนาปี-ข้าวนาปรัง-เว้นปลูก ระบบที่ 3 ข้าวนาปี-พืชหลังนา-ข้าวนาปรัง ระบบที่ 4 ข้าวนาปี-เว้นปลูก-ข้าวนาปรัง โดยเกษตรกรเลือกใช้เพียงระบบใดระบบหนึ่งเท่านั้น ในระยะแรกที่เข้าร่วมโครงการรัฐบาลจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชหลังนาและให้ความรู้ในเรื่องการจัดการตลาด

 ด้าน นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า โครงการจัดระบบการปลูกข้าวใหม่ จะแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวของเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จ เปลี่ยนโฉมการทำนาของเกษตรกรให้มีความยั่งยืนในอาชีพ โดยเกษตรกรจะได้รับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ปัญหาน้ำ ปัญหาดินเสื่อมโทรม ซึ่งต่อไปดินจะมีความอุดมสมบูรณ์ การปลูกข้าวจะให้ผลผลิตสูงขึ้น คุณภาพข้าวดีขึ้น ลดต้นทุนการผลิตข้าว ซึ่งขณะนี้กรมการข้าวได้ประสานงานกับกรมชลประทานในเรื่องการจัดสรรน้ำให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ 48 โครงการ คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 โดยมีเป้าหมายดำเนินการ 22 จังหวัด พื้นที่ 9.5  ล้านไร่ แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ปี ปีละ 3 ล้านไร่ (2554-2556)

 "ปีแรก กำหนดปลูกพืชหลังนา 1 ล้านไร่ พืชปุ๋ยสด 0.4 ล้านไร่ ข้าวนาปรัง (ปลูกพร้อมกัน) 1.6 ล้านไร่ ส่วนปีที่สองและสาม กำหนดปลูกพืชหลังนา 1.1 ล้านไร่ต่อปี พืชปุ๋ยสด 0.4 ล้านไร่ต่อปี ข้าวนาปรัง (ปลูกพร้อมกัน) 1.5  ล้านไร่ต่อปี" รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว 

 นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา การจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการนำน้ำต้นทุนมาใช้โดยตลอด ในปี 2550-2552 สถานการณ์ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรหันมาปลูกข้าวมากขึ้น กรมชลประทานจึงต้องจัดสรรน้ำเพิ่มทำให้ติดลบอีก อย่างปี 2553 ติดลบประมาณ 1.8 พันล้านลูกบาศก์เมตร และในปีนี้พบว่า ปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีเหลือน้อยรัฐบาลจึงได้ประกาศเลื่อนการทำนาปีออกไป

  ขณะที่ นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เคยเสนอมาหลายครั้งให้ภาครัฐควรหามาตรการในการปลูกข้าวแบบใหม่ เนื่องจากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน เกษตรกรชาวนาประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะการทำนาในพื้นที่เขตชลประทาน เนื่องจากมีการทำนาอย่างต่อเนื่องปีละ 3 ครั้ง ทำให้ที่นาไม่มีเวลาพัก สิ่งที่ตามมาคือโรคระบาดเกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะเพลี้ยสีน้ำตาล ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอด

 "เห็นด้วยที่รัฐบาลจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชหลังฤดูเก็บข้าว แต่ต้องดูด้วยว่า แต่ละพื้นที่ควรจะปลูกอะไร โดยเฉพาะที่นาลุ่ม ส่วนที่นาดอนมีพืชหลายอย่างที่ปลูกได้ โดยเฉพาะพืชที่ต้องการน้ำน้อย เช่น พืชถั่ว ซึ่งมีหลายชนิด หรือข้าวโพดก็ได้ ซึ่งพืชเหล่านี้ราคาเริ่มดีขึ้น และที่สำคัญการพักทำนาบ้าง ถือเป็นการตัดวงจรโรคระบาดในข้าวด้วย" นายประสิทธิ์ กล่าว

 อย่างไรก็ตาม หากดูตามสภาพความเป็นจริง การที่เปลี่ยนพฤติกรรมการทำนาของเกษตร คงไม่ง่ายอย่างที่คิด จะเห็นได้จากในอดีต แม้รัฐบาลพยายามรณรงค์ให้ลดพื้นที่ทำนาปรัง แต่กลับปลูกเพิ่มขึ้น เนื่องจากชาวมีความคุ้นเคยกับปลูกข้าวมายาวนาน จนขาดความมั่นใจในการที่ปลูกพืชหรือประกอบอาชีพอย่างอื่นนั่นเอง ฉะนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร 

รูปแบบของระบบปลูกข้าวใหม่

 สำหรับการนำร่องโครงการระบบปลูกข้าวแบบใหม่ ในช่วง 3 ปีแรก (ปี 2553-2556) ในพื้นที่ 22 จังหวัด ตามลุ่มน้ำและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา อาทิ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลอง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสุโขทัย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา โดยกำหนดให้มีระบบการปลูกข้าวใหม่ 4 ระบบ

 ระบบที่ 1 ข้าวนาปี-ข้าวนาปรัง-พืชหลังนา พื้นที่ที่เหมาะสม คือ กำแพงเพชร เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี

 ระบบที่ 2 ข้าวนาปี-ข้าวนาปรัง-เว้นปลูก พื้นที่ที่เหมาะสม คือ นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม

 ระบบที่ 3 ข้าวนาปี-พืชหลังนา-ข้าวนาปรัง พื้นที่ที่เหมาะสม คือ กำแพงเพชร เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี

 ระบบที่ 4 ข้าวนาปี-เว้นปลูก-ข้านาปรัง พื้นที่ที่เหมาะสม คือ นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม

 พืชหลังนาและพืชปุ๋ยสดสำหรับปลูกทดแทนข้าวในช่วงพักนา ต้องเป็นพืชที่ปรับสภาพดินและสร้างรายได้กับชาวนา อาทิ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ส่วนพืชปุ๋ยสด ได้แก่ ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ โสนแอฟริกัน ปอเทือง เป็นต้น

 ดลมนัส  กาเจ