
"หมอใต้"ไม่หวั่นภัยร้าย!!ชีวิตนี้เพื่อคนไข้-หัวใจเพื่อบ้านเกิด
ด้ามขวานทองของไทยร้อนระอุ! ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ ประชาชน เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร ครู ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการทุกหมู่เหล่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบดำเนินมากกว่า 3 ปี มีทั้งแพทย์ที่ขอย้ายออกจากพื้นที่ สวนทางกับจำนวนคนไข้ที่เพิ่มทวีคูณ ทว่า ยังมีแพทย์อีกจำนวนหนึ่งไม่หวาดหวั่นภยันตรายใดๆ เพราะชีวิตนี้เพื่อคนไข้ มีหัวใจเพื่อบ้านเกิดจริงๆ
"ผมตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 4 แพทย์จุฬาฯ ยิ่งได้พูดคุยกับรุ่นพี่ที่ใช้ทุนในทุกภูมิภาคของไทยแล้ว ยิ่งต้องการจะใช้ทุนที่นี่ ไม่ใช่ว่าที่อื่นไม่ขาดหมอนะครับ แต่ว่าที่นี่ขาดคนที่จะมาอย่างเต็มใจ ก็เพราะเหตุการณ์ความไม่สงบ ถ้าเลือกได้ 3 ปี ช่วงที่ต้องใช้ทุน ผมอยากมาในที่ที่เขาต้องการเรามากที่สุด จึงเลือก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ"
นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ อดีตนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา แพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เหตุผลที่ทิ้งชีวิตสุขสบายในเมืองชลบุรี มาช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้พี่น้องชาวใต้ ในฐานะแพทย์ใช้ทุน ปี 1 โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และเป็นแพทย์จุฬาฯ เพียงคนเดียวที่เลือกที่นี่
"ผมต้องมาทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่หมด แต่ผมโชคดีนะครับ เพราะว่าได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพราะเขาก็มาต่างสถาบันกันเกือบหมด คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศิริราช และที่สำคัญเป็นอาสาสมัคร ลงมากันเกือบหมด แถมรอบที่สองยังต้องจับออก เพราะสมัคร 8 รับแค่ 7 คน"
ว่าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุคิริน จ.นราธิวาส ยอมรับว่ากลัวไปทุกอย่าง ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังไม่เคยเกิดกับแพทย์เลยก็ตาม เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นคนแรกหรือเปล่าที่ถูกทำร้าย แต่ก็ตัดสินใจแล้วก็ต้องแน่วแน่ และเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 หลังจากเลือกโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก เป็นสถานที่ใช้ทุน ก็ไม่กล้าโทรศัพท์บอกคุณพ่อคุณแม่ แม้ว่าเคยเกริ่นให้ทราบบ้าง เพราะกลัวท่านจะเสียใจ สุดท้ายจึงตัดสินใจคุยกับคุณพ่อคุณแม่
ถึงวันนี้ของ นพ.ภาสกร ต้องปรับตัวเรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมของพี่น้องชาวมุสลิม ตอนแรกพูดไม่ได้ ไม่รู้ประเพณี ช่วงแรกๆ ก็มีพี่ๆ พยาบาลช่วยเป็นล่ามให้ หลังๆ ก็เริ่มชิน เรื่องวัฒนธรรมเขาก็ต้องมีการละหมาดวันละ 5 เวลา เรากลับรู้สึกว่าดีมาก มีเวลาที่ต้องทำสมาธิ ระยะหลังไม่คิดกลัว เมื่อรู้ซึ้งว่าพี่น้องชาวมุสลิมเป็นคนที่ใจดี ไม่ว่าจะเป็น เป๊าะ จิ (ตา) เมาะ (ยาย) ก๊ะ (พี่สาว) อาแบ (พี่ชาย) ก็เป็นคนที่คุยได้ แนะนำแล้วก็เชื่อ
แม้ นพ.ภาสกร เจอ 3-4 เหตุการณ์ร้าย ทั้งจักรยานยนต์ซ่อนระเบิด คาร์บอมบ์ที่สุคิริน ระเบิดงานประชุมองค์กรราชการ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เหตุการณ์ฆ่าตัดคอที่ อ.ระแงะ และคาร์บอมบ์ที่สุไหงโก-ลก แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท เพราะก่อนลงพื้นที่เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องเจอแบบนี้ แต่นี่เจอจริง ตอนแรกก็อึ้ง เพราะวุ่นวายกันทั้งโรงพยาบาล
"ผมดีใจที่เลือกใช้ทุนแพทย์ที่นี่ เพราะได้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม ได้เรียนรู้และใช้ชีวิตอยู่กับเหตุการณ์ ซึ่งทำให้เราคิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังเรามากขึ้น มีการวางแผนการใช้ชีวิตที่รัดกุมมากขึ้น และที่สำคัญ ผมว่าผมเกิดมาในประเทศไทย ผมก็อยากรับใช้ประเทศไทยให้เต็มความสามารถครับ" นพ.ภาสกร กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เช่นเดียวกับ ทญ.นุชพัฒน์ พัฒนปรีชากุล โรงพยาบาลรามัน จ.ยะลา ที่เลือกลงยะลาดินแดนบ้านเกิด เพราะเรียนหนังสือมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยมปลาย ตลอดจนตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็กลับบ้านที่ยะลาเป็นประจำ จึงมีความคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในพื้นที่ จ.ยะลา ทั้งก่อนและหลังมีเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อเรียนจบจึงตั้งใจทำงานใช้ทุนที่ยะลา
"2 ปีของแพทย์ใช้ทุน รู้สึกคุ้นเคย และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ว่าเพื่อนร่วมงานในฝ่ายทันตกรรมซึ่งอยู่กันอย่างพี่น้อง และเพื่อนๆ ฝ่ายอื่นๆ ในโรงพยาบาลก็อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น นับเป็นข้อดีของโรงพยาบาลชุมชน เพราะมีเจ้าหน้าที่ไม่มากนัก จึงรู้จักกันเกือบหมด ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชุมชน แม้คนไข้ส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายูในการพูดคุยเป็นหลัก แต่ดิฉันกลับคิดว่าเป็นการสนุกดี ที่ได้หัดพูดภาษามลายูกับคนไข้ และรู้สึกเข้าถึงคนไข้ได้มากขึ้น" ทญ.นุชพัฒน์ เล่าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
พญ.นอราห์ วุฒิรัตนโกวิท แพทย์ใช้ทุนอีกคนที่เลือกปฏิบัติงานในพื้นทื่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากเรียนจบแพทยศาสตรบัณฑิต ปี 2545 ก็เริ่มชีวิตแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มีความสุขมาก มีเพื่อนๆ แพทย์ที่มาใช้ทุนด้วยกัน จากรามาธิบดี ศิริราช อยู่กันมี พี่ๆ จากโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่คอยแนะนำอยู่เสมอ
"ปีที่ 2 และ 3 ใช้ทุนโรงพยาบาลชุมชน ได้เลือกไปโรงพยาบาลจะแนะ แม้ตอนนั้นเริ่มมีสถานการณ์ไม่สงบแล้ว กลัวๆ เหมือนกัน แต่คิดว่าชีวิตคนเราเกิดมาก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ได้แต่ภาวนาขอให้พระเจ้าคุ้มครองให้เราได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือชาวบ้านที่น่าสงสารต่อไป คงไม่มีใครอยากให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ในจังหวัดของตนเอง" พญ.นอราห์ กล่าว
ด้วยความเสียสละทุ่มเทของแพทย์ใช้ทุนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบสวัสดิการของบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ให้คำมั่นว่า ฝ่ายบริหารไม่ทอดทิ้ง ให้กำลังใจทุกรูปแบบที่มอบให้ถึงพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ ทั้งจากผู้บริหารตั้งแต่ระดับระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการ และปลัดกระทรวง พร้อมสนับสนุน เครื่องมืออุปกรณ์ และงบประมาณ อย่างเต็มที่ เพียงขอให้ทุกคนปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจเท่านั้น
0 ทีมข่าวสาธารณสุข 0 รายงาน



