
ล่องเรือดูเลี้ยงโคแบบธรรมชาติอาชีพเก่าแก่คนเหนือเขื่อนภูมิพล
ตลอดระยะเวลา 50 ปี หลังจากมีการสร้างเขื่อนภูมิพล ชาวบ้านล้อมรอบเขื่อนในพื้นที่ อ.สามเงา จ.ตาก โดยเฉพาะพื้นที่เหนือเขื่อน 5 หมู่บ้าน ใน ต.บ้านนา (บ้านอูมวาบ, บ้านหินลาด, บ้านโสมง, บ้านสันป่าป๋วย และบ้านนาไฮ) รวมถึงตำบลใกล้เคียง
ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพหลักคือการเกษตร ประมงหาปลาในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลนั่นเอง และอีกอาชีพหนึ่งที่ยึดมานานคือ การเลี้ยงโคพื้นเมือง แต่ที่นี่จะเลี้ยงแตกต่างจากพื้นที่อื่น คือ ชาวบ้านหรือเกษตรกรจะปล่อยให้ไปกินพืชกินหญ้าที่ขึ้นตามป่าเขาในธรรมชาติ ผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ จึงทำให้เรียกติดปากว่า "โคเหนือเขื่อน" ปัจจุบันมีประมาณ 5,000 ตัว มีทั้งรายย่อย และขนาดกลาง ที่เลี้ยงตั้งแต่ 10-50 ตัว ถือเป็นโคอินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากชาวบ้านไม่มีการให้อาหารที่ผสมสารเคมี ไม่มีการฉีดวัคซีนแต่อย่างใด
โคเหนือเขื่อนมีลักษณะเด่นหลายอย่าง คือ เป็นโคที่มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง ทนร้อน ให้ลูกได้ทุกปี เลี้ยงลูกเก่ง ทนโรคและแมลงเขตร้อนเป็นอย่างดี เนื้อโคมีเส้นใยกล้ามเนื้อที่ละเอียดแตกต่างจากโคอื่นๆ และมีรสชาติดี เนื่องจากโคต้องหากินพืชเป็นอาหารที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นในที่สาธารณะ และบางพื้นที่เป็นเกาะและภูเขา เจ้าของโคจะนำโคไปปล่อยทิ้งไว้ ภายใน 1 เดือน หากเจ้าของที่ขยันอาจตามไปดูบ้างอาทิตย์ละเพียง 1 ครั้ง บางคนเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้จำฝูงโคของตัวเอง และไปดูว่าโคออกลูกกี่ตัวแล้ว
การซื้อขาย โดยหลักการปฏิบัติมานาน ส่วนใหญ่เจ้าของโคจะทำการซื้อขายเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เพราะเป็นช่วงที่โคลงมาหากินหญ้าบริเวณริมน้ำ สะดวกต่อการที่พ่อค้าจะไปดูโคแต่ละตัวว่ามีตัวโตขนาดไหน ขายได้หรือยัง จึงจะมีการต่อรองราคาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เจ้าของโคเองก็สามารถที่จับโคของตัวเองได้ง่ายกว่าบนภูเขา โดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะขายโคที่มีขนาดน้ำหนักโดยประมาณ 180-300 กก. ราคาจะอยู่ที่ 5,000-7,000 บาท พ่อค้าที่รับซื้อจะเป็นคนในพื้นที่เพื่อนำไปขายให้พ่อค้าในเมือง คือหลังจากที่ได้ตกลงราคาแล้ว จะจับโคนำขึ้นแพ ให้เรือลากเพื่อไปบริเวณใกล้หน้าเขื่อนหรือสันเขื่อน เพื่อลำเลียงไปขายในตลาดซื้อ-ขายโคกระบือใกล้เคียง พ่อค้าบางคนนำไปขุนก่อนนำไปส่งโรงฆ่าสัตว์ต่อไป
จากการศึกษาของ รศ.ดร.กันยา ตันติวิสุทธิกุล ภาควิชาครุศาสตร์เกษตร คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพฯ พบว่า โคที่เกษตรกรเลี้ยงเหนือเขื่อนส่วนใหญ่ไม่มีการทำเครื่องหมายประจำตัวโค ไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค และการถ่ายพยาธิ ทำให้มีการสูญเสียโคเนื่องจากเกิดโรคไข้ขา และท้องอืด และโคเหล่านี้หากเกษตรกรขายขนาดที่มีน้ำหนักเฉลี่ยน้อยกว่า 200 กก. ในราคาที่ต่ำกว่า 5,000 บาท ส่วนอาหารที่โคจะกินตามบนเขา มีหญ้าบางชนิด รวมถึงพืชถั่ว ถือเป็นการเลี้ยงโคแบบประหยัด และจัดในชนิดโคธรรมชาติหรือโคอินทรีย์ก็ว่าได้ เนื่องจากปลอดจากสารเคมีต่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ไปให้การแนะนำเกษตรกรแล้ว เพื่อให้ดูแลโคของตัวเอง
นสพ.ทฤษฎี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการส่งเสริมเลี้ยงโคเนื้อครบวงจร ด้วยการไปขยายการส่งเสริมเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคอินทรีย์ใน จ.ตาก โดยเฉพาะโคพันธุ์ตากเลี้ยงบริเวณเหนือเขื่อนภูมิพล โดยมีจุดเด่นจากการเลี้ยงที่อื่นคือ การปล่อยแบบธรรมชาติ ทำให้เนื้อโคจะปลอดเชื้อจุลินทรีย์ และอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ อีกทั้งให้ปริมาณไขมันต่ำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการบริโภคเนื้อโคที่ปลอดภัย และลดการอุบัติการณ์เกิดโรคระบาดสัตว์ด้วย
"แม้การเลี้ยงโคเหนือเขื่อนจะปล่อยแบบธรรมชาติ แต่ขณะนี้ทางกรมปศุสัตว์จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำแก่เกษตรกรอย่างใกล้ชิด ทั้งติดตามขบวนการผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ต่อไปจะเน้นไปที่โคพันธุ์ตาก เลี้ยงเหนือเขื่อนอย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐานมากที่สุด" รองอธิบดีกรมปศุสัตว์
นอกจากการเลี้ยงโคธรรมชาติในพื้นที่ 5 หมู่บ้านเหนือเขื่อนแล้ว ที่บ้านสองแควพัฒนา ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก ก็มีการเลี้ยงโคแบบธรรมชาติเช่นกัน โดย นายเพชร ยาวิชัย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 บ้านสองแควพัฒนา บอกว่า ปัจจุบันชาวบ้านสองแควพัฒนามีการรวมกลุ่มเลี้ยงโคธรรมชาติบ้านสองแควพัฒนาขึ้นมา โดยมีสมาชิก 26 ราย มีโคที่เลี้ยงจำนวน 556 ตัว ส่วนใหญ่จะเน้นการเลี้ยงโคอินทรีย์ คือทำเป็นแปลงหญ้าเป็นของตัวเอง มีรั้วเป็นลวดหนาม บางรายไปเกี่ยวหญ้าให้โคกิน และหาต้นข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารเสริม
"ชาวบ้านในหมู่บ้านสองแควพัฒนาส่วนใหญ่อยู่อย่างพอเพียง มีอาชีพเกษตรเล็กๆ น้อยๆ และมีเลี้ยงโคแทบทุกครัวเรือน เฉลี่ยแล้วกว่า 80% เป็นรายย่อยมีตั้งแต่ 4-10 ตัว อย่างของผมมีแปลงหญ้า 80 ไร่ เลี้ยงแม่โค 30 ตัว ในแต่ละปีจะมีรายได้จากการขายโคราวๆ 7-9 หมื่นบาท เป็นเงินเก็บ เพราะปกติผมมีรายได้จากพืชผักครัวเรือน ซึ่งผมปลูกทุกอย่าง ขา ตะไคร้ ถั่ว บวบ เลี้ยงหมู่ ไก่ไข่ มีโรงสีข้าวเอง ได้แกลบไปเลี้ยงหมูหลุ่ม รำให้ไก่พันธุ์ไข่กิน ขี้วัว ขี้หมู่ ผมนำไปผลิตแก๊สใช้เอง แต่ละวันแถบจะไม่ได้เงินเลย" เพชร กล่าว
ด้าน นายไพโรจน์ ศิริสม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก บอกว่า จากการติดตามการเลี้ยงโคเหนือเขื่อน พบว่าตัวโคจะแข็งแรง เพราะเดินออกกำลังกายหาอาหาร พอหิวน้ำฝูงโคจะลงไปกินในอ่างเก็บน้ำ ส่วนโรคโคนั้น จะมีบ้าง แต่พบไม่บ่อยครั้ง เช่น โรคท้องร่วง เจ้าของจะนำเกลือแร่หรือยาไปให้
"โคพวกนี้ฉลาดนะ จะรู้ด้วยสัญชาตญาณเองว่า หากมีฝนตกบริเวณไหน จะมีหญ้าหรือพืชอาหารสัตว์ โคก็จะขึ้นเขาไปหากิน หากบนภูเขาแห้งแล้งขาดแคลนหญ้า โคก็จะลงมาหากินตามแถบลุ่มน้ำหรือริมน้ำแทน จะลงมาเป็นฝูงใหญ่" ไพโรจน์ กล่าว
ไพโรจน์กล่าวถึงการเลี้ยงโคธรรมชาติบ้านสองแควพัฒนาด้วยว่า ส่วนหนึ่งเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นโคอินทรีย์ เนื่องจากมีความพร้อมด้านปัจจัยต่างๆ เช่น ไม่ใช้สารเคมีในนาข้าว ขังโคเป็นสัดส่วน ไม่ปล่อยออกไปนอกพื้นที่ ใช้อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติ เป็นต้น
ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการไปสัมผัสชีวิตชาวบ้านบริเวณเหนือเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ที่ยึดอาชีพเก่าด้วยการเลี้ยงโคแบบธรรมชาติ ที่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริม ชี้แนะ เพื่อให้การเลี้ยงโคได้มาตรฐานนั่นเอง
ดลมนัส กาเจ



