ไลฟ์สไตล์

ศาลปค.เลื่อนฟังคำสั่งอุทธรณ์3จี20ก.ย.แปดโมงครึ่ง

ศาลปค.เลื่อนฟังคำสั่งอุทธรณ์3จี20ก.ย.แปดโมงครึ่ง

18 ก.ย. 2553

หลังแจ้ง กทช.และกสท.ได้รอฟังผล กทช. ยื่นอุทธรณ์ค้านคุ้มครองชั่วคราวระงับประมูล 3 G ห้าทุ่มของวันที่ 17 ก.ย.

(17ก.ย.)  ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลปกครองว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ที่ผ่านมาสำนักงานศาลปกครองได้จัดสำนวนที่ กทช. ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีที่ บมจ.กสท. ยื่นฟ้องระงับการจัดประมูลใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ระบบ 3 จี  ให้กับองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ของ กทช. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แล้ว

 พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะทำงาน 3 จี และ กทช. กล่าวว่า ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ศาลปกครองว่าให้รอฟังคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 17 ก.ย. นี้ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นคำสั่งรับหรือไม่รับคำอุทธรณ์ หรือจะเป็นคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน หรือจะเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองหรือเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น

 ขณะที่นายสถาพร เอียดใหญ่ ผจก.ฝ่ายคดี บมจ.กสท. กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศาลปกครองให้รอฟังคำสั่งเช่นกัน ซึ่งหากศาลปกครองมีคำสั่งเพียงรับคำอุทธรณ์แต่ไม่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลชั้นต้น ตนก็เตรียมทำคำแก้อุทธรณ์ยื่นศาลปกครองสูงสุดต่อไป

ศาลปค.เลื่อนฟังคำสั่งอุทธรณ์3จี8โมงครึ่ง20ก.ย.

 อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลา 23.00 น.นายสถาพร เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากศาลปกครองว่า ให้ฟังคำสั่งการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 20 กันยายน เวลา 08.30 น.

 ขณะที่พ.อ.นที กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 20 ก.ย.นี้ ตนจะเดินทางมานั่งคำสั่งด้วยตนเอง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าศาลคงจะมีคำสั่งเพียงอย่างเดียว คงจะไม่มีการไต่สวนเพิ่มเติม

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำอุทธรณ์ของ กทช. ที่ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองศาลปกครองชั้นต้นนั้น ชี้แจ้งว่า การที่ กทช.ดำเนินการให้จัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างที่ยังไม่มีการจัดทำตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ และกำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่โดยคณะกรรมการร่วมก่อนจะไม่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการดำเนินงานขององค์กรกำกับคลื่นความถี่ที่จะจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2550 ม.47 วรรค 2 ตามที่ศาลปกครองกลางวินิจฉัยเพราะคลื่นความถี่ IMT ย่าน 2.1 GHz เป็นคลื่นความถี่ที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศกำหนดให้ใช้ในกิจการโทรคมนาคมเพียงกิจการเดียวเท่านั้น ซึ่งหากมีการจัดตั้งองค์กรคลื่นความถี่ตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นมาแทน กทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 แล้วก็ตาม การจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวโดยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่นั้น จะต้องผูกผันและปฎิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยวิทยุคมนาคมตามภาคผนวกต่อท้ายอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยโทรคมนาคม เช่นเดียวกับ กทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยไม่อาจนำคลื่นความถี่นั้นไปอนุญาตให้ใช้ในกิจการอื่นนอกจากกิจการโทรคมนาคมได้

 อีกทั้ง คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยตอบปัญหาข้อกฎหมายให้กับผู้ถูกฟ้องทั้งสองทราบเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดสรรคลื่นความถี่ในระหว่างที่ยังไม่มีการจัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่และยังไม่ได้กำหนดการจัดสรรคลื่นโดยคณะกรรมการร่วมว่า กทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 สามารถจัดทำแผนคลื่นความถี่เพื่อนำมาเป็นหลักการในการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ม.51 วรรค 1 (3)ได้ หากเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและเป็นไปตามข้อบังคับวิทยุสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ก่อนที่ กทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จะออกประกาศก็ได้ดำเนินการจัดทำแผนความถี่วิทยุกิจการโทรศัพท์คลื่นที่ IMT ย่านความถี่ 1920-1980/2110-2170 MHz และความถี่ 2010-2025 MHz ซึ่งสอดคล้องกับแผนการใช้คลื่นความถี่ที่กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนดไว้เดิม ดังนั้นการดำเนินการของ กทช.ในการจัดสรรและออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz เป็นการดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนและวิธีการสำหรับการจัดสรรคลื่นตามกฎหมายทุกประการ

 ส่วนร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. .... ที่เป็นกฎหมายใหม่ซึ่งจะตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนั้นบัญญัติให้การประมูลคลื่นความถี่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนระดับชาติ ภูมิภาคและท้องถิ่น และให้แข่งขั้นโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องกระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่างๆให้เหมาะสมนั้นในการออกประกาศประมูลของ กทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ก็ได้ประกาศต่อสาธารณะแล้วว่าเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่จะนำส่งคลังเป็นรายได้ของรัฐโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ดังนั้นการดำเนินการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวจึงไม่เป็นการก่อให้เกิดภาระแก่องค์กรใหม่ที่จะจัดขึ้นตามกฎหมายใหม่ตามที่ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยไว้แต่อย่างใด แต่องค์กรใหม่ยังสามารถที่จะดำเนินการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จีได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มกระบวนการใหม่ที่อาจต้องใช้เวลาถึง 3-4 ปี

 ที่ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าการใช้บริการ 3 จี ประชาชนจะต้องจัดหาเครื่องใหม่เพื่อรองรับบริการนั้น ปรากฎว่าในประเทศไทยได้มีการนำเข้าเครื่องอุปกรณ์จากต่างประเทศที่สามารถใช้บริการได้ทั้งในระบบ 2 และ 3 จีมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 - 6 ปี และอายุการใช้งานเฉลี่ย 3 - 4 ปี และพบว่าประชาชนร้อยละ 25 ได้เปลี่ยนเครื่องอุปกรณ์โทรศัพท์ทุกปี นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการอุปกรณ์โทรศัพท์ 3 จี ในตลาดอยู่แล้ว เช่น บมจ.ทีโอที โดยโทรศัพท์ระบบ 3 จีสามารถใช้บริการได้ทั้งสองระบบจึงไม่มีปัญหาเรื่องการใช้ประโยชน์หากผู้รับใบอนุญาต 3 จีต้องยุติการให้บริการ ซึ่งผู้ถูกฟ้องที่ 2 ได้จัดทำการศึกษาวิเคราะห์โดยสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศแล้วพบว่าการมีโทรศัพท์ 3 จี เกิดประโยชน์มากกว่าไม่มี และยิ่งเวลาเนิ่นนานไปประชาชนผู้ใช้บริการและอุตสาหกรรมทุกภาคส่วนจะได้รับความเสียหาย จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องจึงขอให้ศาลปกครองสูงสุด ยกคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลางต่อไป