
มาร์คเซ็ง3จีแท้งพึ่งสภาตั้งกมธ.ร่วมคลอดกสทช.
กทช.ยันมีอำนาจประมูล3จีหวังช่วยพัฒนาศก.สังคม ขณะที่ "ทีโอที" ยื่นศาลปกครองเพิกถอนประกาศ กทช.เปิดประมูล 3 จี ไม่ชอบด้วยกฎหมายซ้ำ พร้อมขอไต่สวนฉุกเฉินกำหนดมาตรการคุ้มครองให้ กทช.ระงับการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่
กลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องตีความกันต่อไปหลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการประมูลใบอนุญาตการเพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อน (IMT) ระบบ 3 จี เนื่องจากเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไม่มีอำนาจจึงต้องรอให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก่อน ทั้งนี้จากผลพวงคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าว ทำให้ กทช.เข้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองแล้ว แตอีกด้านหนึ่ง บริษัททีโอที จำกัด มหาชน ยื่นฟ้อง กทช เรื่องกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีที่ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (IMT) ระบบ 3 จี และจะเปิดให้มีการประมูลใบอนุญาตเพื่อให้บริการในวันที่ 20 ก.ย.ที่ศาลปกครองเช่นกัน
มาร์คเซ็ง3จีแท้งหวังพึ่งสภาตั้งกมธ.ร่วมคลอดกสทช.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2553 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จากนั้น เวลา 17.15 น. นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการประมูลใบอนุญาตการเพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อน ( IMT) ระบบ 3 จี เนื่องจากเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไม่มีอำนาจจึงต้องรอให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ก่อน ว่า ก็คงอุทธรณ์เข้าใจว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อจะดำเนินการได้หรือไม่จะได้มีความชัดเจนออกมาให้ถึงที่สุดในประเด็นนี้ก่อน เมื่อศาลวินิจฉัยอย่างไรแล้วแน่นอนกทช.ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่ว่าในส่วนของทางรัฐบาลสิ่งที่กระทำได้ก็คือขอให้ทางคณะกรรมการประสานงาน(วิป)เร่งกฎหมายกสมช. ทั้งนี้ปัญหาระบบของเราประการหนึ่งก็คือว่าเวลายังไม่มีกรณีที่เกิดขึ้นจริงมันไม่มีทางได้ข้อยุติทางกฎหมายที่จะเป็นการชี้ขาด เพราะฉะนั้นพอเรื่องยังไม่เกิดเช่นยังไม่ได้มีการเปิดประมูลก็ไม่สามารถที่จะหาคำตอบที่ทุกฝ่ายจะยอมรับได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ไปคาบเกี่ยวกับเรื่องของรัฐธรรมนูญ
“มันก็ส่งผลกระทบ รัฐบาลก็อยากให้เดินหน้าแต่ว่าถ้าเดินหน้าไปแล้วมันมีปัญหาข้อกฎหมายภายหลังก็เป็นอย่างที่ศาลชี้ครับ คือศาลก็ชี้มาทำนองนี้แต่ว่าขณะนี้กทช.ก็อุทธรณ์ไป เพราะอันนี้เป็นการตัดสินใจของกทช. ซึ่งเราก็เคารพ”นายกฯกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลเองพยายามจะทำในส่วนของรัฐบาลในเรื่องของการแก้ปัญหาเรื่องสัมปทานนั่นอยู่ในขอบอำนาจของรัฐบาล ส่วนการตัดสินใจการประมูลคลื่นความถี่ในการออกใบอนุญาตมันเป็นขอบอำนาจของทางกทช.ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และสิ่งที่รัฐบาลได้ยืนยันมาตลอดคือเราอยากเห็นโครงการเกิดขึ้นเร็ว แต่โครงการที่จะเกิดขึ้นมันหนีไม่พ้นว่าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ขณะนี้ที่มันเกิดปัญหาขึ้นมันไม่ใช่ปัญหาเชิงนโยบายมันเป็นปัญหาในข้อกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งคนที่เขามีสิทธิ์โต้แย้งทางกฎหมายเขาก็ดำเนินการไป แต่ในเชิงนโยบายเราต้องการให้มันเกิดขึ้น
“สมมติว่าไม่ได้มีคดีนี้เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่มีการเดินหน้าไปอีกระยะหนึ่งหรืออีกขั้นตอนหนึ่งแล้วมีคนไปโต้แย้งทางกฎหมายอีก มันก็หนีไม่พ้นว่าสุดท้ายก็ต้องมีการวินิจฉัยออกมาได้ว่ากสช.ชุดปัจจุบันสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งเราก็ให้ข้อสังเกตุนี้ไปตั้งแต่ตอนที่เขามารายงานเราตั้งแต่ต้นปี แต่เมื่อกทช.เขามีความมั่นใจในเชิงข้อกฎหมายเขาก็เดินหน้า”นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่กทช.ที่กำกับดูแลโดยกระทรวงไอซีที แต่เจ้ากระทรวงกลับไม่รู้เรื่อง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จริงๆแล้วการดำเนินการเท่าที่ตนทราบก็ไม่ผ่านคณะกรรมการด้วย ซึ่งคณะกรรมการฯจะเป็นเรื่องที่เราได้มีการสื่อสารกันโดยตรง
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการออกกฎหมายเพื่อ ให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ( กสทช.) นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาของกฎหมายกสทช.ก็คือวุฒิสภาแก้ไขมาก็มีแนวโน้มที่ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม อย่างน้อยคือทำอย่างไรให้เลื่อนให้กรรมาธิการร่วมได้ทำงานก่อนถ้าจะมีกรรมาธิการร่วม ซึ่งขณะนี้เรื่องนี้อยู่ในสภาผู้แทนฯ ถ้าเลื่อนวาระในสัปดาห์หน้าก็ต้องไปพิจารณาในวาระต่อไป เร็วที่สุดน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าขณะนี้ก็ต้องดูการวินิจฉัยของศาลปกครองอีกทีหนึ่งที่มีการยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้ถ้าทำให้มีกรรมาธิการร่วมได้เร็วก็คงจะต้องให้ทางกรรมาธิการในส่วนของรัฐบาลเร่งรัดให้เป็นพิเศษ พร้อมกับหาประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งที่ไม่ตรงกันระหว่างสภาและวุฒิสภา และรีบได้ข้อยุติแล้วเสนอกลับมา นั่นก็เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการออกกฎหมายฉบับนี้
“ ขณะนี้ผู้ร่างและแก้ไขกฎหมายอ้างว่ามีกระบวนการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหายืดเยื้อในเรื่องของข้อกฎหมายอีก แต่ผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องของข้อกฎหมายอีกเช่นเดียวกันว่ามันจะคุ้มครองได้จริงหรือไม่”นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าจะอธิบายกับภาคเอกชนยังไงที่เขาจะเข้ามาร่วมประมูลแล้วเจอปัญหาในลักษณะเช่นนี้อีก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเชื่อว่าของแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้น อย่างกว้างขวาง ซึ่งกิจการนี้บังเอิญมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาเกี่ยวข้องโดยตรง และเราก็มีปัญหามาตลอดอย่างที่ตนย้ำก็คือว่าเวลาที่มีข้อโต้แย้งในเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญมันไม่มีหน่วยงานไหนที่สามารถจะวินิจฉัยชี้ขาดแล้วมีผลผูกพันให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ที่ปรึกษาทางกฎหมาย ใครจะไปปรึกษาก็ไม่ได้ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นก่อนถึงจะไปได้ หรือศาลปกครองก็เช่นเดียวกัน
“ อันนี้เป็นระบบซึ่งมีอยู่ในประเทศเราในขณะนี้ ซึ่งถ้าไม่มีข้อโต้งแย้งกันก็ไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องการใบอนุญาตใหม่ยังไงมันก็กระทบองค์กร เราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่ามันไปกระทบองค์กรทั้งทีโอที กสท. กระทบอยู่แล้ว และเมื่อเขากระทบคนที่เขาดูแลองค์กรเขาก็อยากจะใช้สิทธิ์โต้แย้ง ซึ่งเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ถ้าไปโต้แย้งเรื่องนโยบายคงไม่ได้เพราะรัฐบาลชัดเจนว่านโยบายเป็นอย่างไร แต่เมื่อมันเป็นสิทธิตามกฎหมายแล้วสิ่งที่เขายื่นไปก็คงมีมูล ไม่เช่นนั้นศาลชั้นต้นก็คงไม่ชี้อย่างนี้ ก็เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่ว่ารัฐบาลก็จะเร่งรัดเผื่อไว้อีกทางหนึ่ง ถ้าในที่สุดศาลปกครองวินิจฉัยว่าให้เดินหน้าได้ก็จบปัญหา แต่ถ้าศาลปกครองบอกว่าเดินหน้าไม่ได้เพราะมีแนวโน้มว่าต้องรอกฎหมายใหม่รัฐบาลก็จะเร่งออกกฎหมายใหม่
เมื่อถามว่าจะออกกฎกระทรวงได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไมได้หรอก เพราะทั้งหมดผูกไว้โดยระดับของรัฐธรรมนูญและกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติทั้งนั้นเลย ไปเอาการใช้อำนาจทางฝ่ายบริหารไปอยู่เหนือของพวกนี้ไม่ได้ทั้งนั้น
กทช.ยันมีอำนาจประมูล3จีหวังช่วยพัฒนาศก.สังคม
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในฐานะประธานกรรมการเพื่อการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี แถลงว่า ในช่วงบ่ายของวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา กทช. ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ไต่สวนฉุกเฉินหลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งกทช.จะยื่นอุทธรณ์เวลา 13.00 น. เพื่อขอให้ศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน ซึ่งระหว่างนี้ยังคงรอความเมตตาจากศาลว่าจะให้ กทช.เปิดประมูลโทรศัพท์ระบบ 3 จีได้ เนื่องจากบริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ส่วนอำนาจหน้าที่ของ กทช.ว่าสามารถจัดสรรคลื่นความถี่ได้หรือไม่นั้น พ.อ.นที ยืนยันว่า กทช.มีอำนาจ เนื่องจากที่ผ่านมา กทช.ได้จัดสรรคลื่นความถี่ให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อไปประกอบกิจการโทรศัพท์ 3 จี รวมถึงการโอนคลื่นความถี่ 1900-2000 เมกะเฮิร์ต ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ด้วย อีกทั้งยังจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุให้วิทยุการบินและอีกหลายราย ดังนั้น หากศาลตัดสินว่า กทช.ไม่มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ จะส่งผลกระทบถึงการจัดสรคลื่นความถี่ให้บริษัทดังกล่าวทั้งหมด ส่วนจะเป็นโมฆะหรือดำเนินการอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ประมูลที่สะดุดเพียง 3 วัน เพราะการกระจายผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือไม่ พ.อ.นที กล่าวว่า ผลประโยชน์ไม่ทราบ ทราบแต่ว่า กทช.ทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยมีโทรศัพท์ระบบ 3 จีใช้บริการ ให้เทียบเท่ากับนานาประเทศ เพราะปัจจุบันระบบโทรคมนาคมของไทยยังเป็นจุดอ่อน ดังนั้น เมื่อมีโทรศัพท์ระบบ 3 จีมาให้บริการจะช่วยเสริมจุดอ่อนของประเทศด้านโทรคมนาคมของไทยให้เข้มแข็งขึ้น.
"ทีโอที" ยื่นฟ้องกทช.ต่อศาลปค.ซ้ำ
ขณะเดียวกันเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 กันยายน ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ วันนี้ บริษัททีโอที จำกัด มหาชน มอบอำนาจให้ผู้จัดการฝ่ายคดียื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และกทช.เป็นผู้ถูกฟ้อง เรื่องกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีที่ กทช.ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (IMT) ระบบ 3 จี และจะเปิดให้มีการประมูลใบอนุญาตเพื่อให้บริการในวันที่ 20 ก.ย.นี้ โดยคำฟ้องของ บมจ.ทีโอที มีเนื้อหาเช่นเดียวกับที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน ) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองไปก่อนหน้านี้ว่า กทช.ไม่มีอำนาจออกประกาศและอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ได้อ้างอำนาจ พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2543 ที่เห็นว่าไม่มีผลบังคับใช้แล้วเนื่องจากสิ้นสุดผลตามรธน.ปี 2540 ขณะที่ รธน.2540 ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.
ทั้งนี้การฟ้อง บมจ. ทีโอที ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนประกาศ กทช.ดังกล่าว และให้ศาลปกครองส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ กทช.ใช้อำนาจตามพ.ร.บ.การจัดสรรคลื่น ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ 2540 หรือไม่ รวมทั้งให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้ กทช.ระงับการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่
ขณะที่นายสุขุม ชื่นมะนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.กสท. กล่าวว่า ในวันนี้ทางสหภาพฯจะยื่นอุทธรณ์ในคดีที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีที่สหภาพฯได้ยื่นฟ้องกทช.เรื่องการออกประกาศดังกล่าว โดยจะยื่นอุทธรณ์ประเด็นเกี่ยวกับสถานภาพ และสิทธิของสหภาพที่ว่ามีสิทธิที่จะยื่นฟ้องคดีต่อหน่วยงานของรัฐได้ เพราะสหภาพฯมีวัตถุกประสงค์ที่จะต้องดูแลประโยชน์ของพนักงาน รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งเห็นว่าประกาศ กทช.ที่ออกมาย่อมจะมีผลกระทบต่อ กทช. และสหภาพฯ
“จุติ” ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล3 จีวันนี้
เกี่ยวกับการพิจารณายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองของ กทช. หลังศาลปกครองมีคำสั่งดังกล่าวนั้น วันเดียวกันที่รัฐสภา นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการประมูลใบอนุญาตให้บริการ 3 จี ว่า จะมีการอุทธรณ์ในวันที่ 17 ก.ย. ถ้าศาลไม่รับอุทธรณ์อาจทำให้การประมูลล่าช้าออกไปบ้าง แต่ขณะนี้ประชาชนในกทม.ได้ใช้ 3 จีอยู่แล้ว เพราะทรู เอไอเอส และดีแทค ให้บริการในช่วงทดลองอยู่ แต่ยังไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ที่จะล่าช้าคือการขยายโครงข่ายไปทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามยอมรับว่า รัฐบาลไม่ได้คาดการณ์เรื่องคำสั่งศาลมาก่อนจึงนัดผู้ประกอบการทั้งหมดล่วงหน้า โดยมี กสท ทศท เอไอเอส ทรู และดีแทค มาพบเพื่อถามเจตนารมณ์ว่า ต้องการใช้เครือข่ายร่วมกันหรือไม่ โดยทั้ง 5 รายตกลงใช้เครือข่ายร่วมกัน ทำให้เครือข่ายมีความกว้างขวางขึ้น ลดการลงทุน มีผลต่อผู้บริโภคที่จะใช้อินเตอร์เนตถูกลง ทั้งนี้ 3 จีเป็นเรื่องหนึ่งของบอร์ดแบรนด์ หรือถนนทางด่วนข้อมูลทั้งไร้สายและวางสายที่จะยังเดินหน้าต่อไป เพราะนายกรัฐมนตรีต้องการผลักดันให้เสร็จในรัฐบาลนี้
ยอมถูกตำหนิเพียงคนเดียว
ส่วนคำสั่งศาลปกครองที่ให้รอจนกว่าจะมี กสทช. ก่อนจึงจะดำเนินการได้นั้น นายจุติ กล่าวว่า ขณะนี้ เท่าที่อ่านจากข่าวแต่ไม่ได้อ่านจากคำสั่งศาลได้ความว่า ขอให้คุ้มครองชั่วคราว และขอให้ศาลปกครองกลางส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องตีความเรื่องนี้ให้ชัดเจน ข้อเสียคือจะทำให้เกิดความล่าช้าออกไป แต่จะเกิดความชัดเจนว่า สรุปแล้วใครมีอำนาจเต็มทำได้ เพราะกฎหมาย กสทช. เตรียมจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะกลับเข้ามาหลังจากที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว ดังนั้นต้องรอดูว่าสภาผู้แทนราษฎรจะรับร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ ถ้ารับก็ประกาศเป็นกฎหมายได้ทันที แต่ถ้าไม่รับต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกับวุฒิสภา แต่เชื่อว่ากฎหมายน่าจะผ่านสภาฯ ได้เร็วภายในสมัยประชุมนี้ ซึ่งหมายความว่ามีกสทช.เกิดขึ้นแล้ว
“ต้องตำหนิผมที่ไม่ได้ควบคุมกสท.ให้ดี กฎหมายก็กำลังเร่งจ่ออยู่แล้ว ภายใน 1-2 อาทิตย์นี้ก็น่าจะเข้าสภาฯ ได้เพราะเลื่อนจากลำดับหลังๆ ขึ้นมาแล้ว ผมคิดว่า ที่ศาลตัดสินใจเพราะเห็นว่ากสทช.จะผ่านแล้ว แต่ผมก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมก็ไม่อยากให้ช้า ท่านนายกฯ ไม่อยากให้ช้า เพราะนโยบาย 3 จีท่านนายกฯ ถือว่า เป็นนโยบายชิ้นโบว์แดงของรัฐบาล อยากให้ผ่านเร็วๆ” นายจุติ กล่าว
ชี้ถ้าจะฟ้องต้องพิสูจน์เสียหายอะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า เอกชนที่ได้รับความเสียหายนั้นจะฟ้องร้องได้หรือไม่ นายจุติ กล่าวว่า ขณะนี้เอกชนได้ให้บริการอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่า ความล่าช้าจะทำให้ได้รับผลกระทบแค่ไหน แต่ทราบว่า ทำให้ได้รับผลกระทบเรื่องการเข้าไปวางเครือข่ายในต่างจังหวัด สมมุติว่า ถ้าไม่มีการยับยั้งเกิดขึ้นในวันที่ 20 ก.ย.เชื่อว่า ภายใน 9 เดือนก็จะได้ใช้ 3 จี อย่างไรก็ตาหากเอกชนจะฟ้องต้องพิสูจน์ว่า เสียหายอะไร เพราะขณะนี้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทดลองใช้อยู่แล้ว ทั้งนี้ที่มีการมองว่าทำไมกระทรวงไอซีทีไม่คุยกับ กสท.ก่อนเพื่อไม่ให้มีการยื่นศาลปกครองนั้น เชื่อว่า ทางกสท.เห็นว่า ยังไม่น่าจะถูกต้องก็ใช้สิทธิ์ในเชิงบริหารขออุทธรณ์เอง เพราะถ้าไม่ทำสหภาพแรงงานฯอาจฟ้องคณะกรรมการผิดอาญามาตรา157 ได้
“ส.ว.”ปัดยื่นถอดถอน กทช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับการประมูล 3 จี ชั่วคราวได้เกิดกระแสข่าวออกมาว่า คณะ ส.ว.เตรียมยื่นหนังสือถอดถอนกทช. ในฐานที่จัดให้เปิดประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่น) 3 จี โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องอาญามาตรา 157 ตามรัฐธรรมนูญข้อหาดำเนินการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะเนื่องจากไม่มีอำนาจ
วันเดียวกัน น.ส. รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต กล่าวชี้แจงว่า ในการประชุมคณะกมธ.ร่วมระหว่างกมธ.ตรวจสอบเรื่องทุจริตฯ และกมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เชิญกรรมการกทช.เข้าชี้แจงภายหลังที่กลุ่มสหภาพที่เกี่ยวกับการโทรคมนาคมยื่นเรื่องร้องเรียนให้กมธ.ทั้ง 2 คณะตรวจสอบเรื่องการเปิดประมูล 3 จี ซึ่งในการประชุมได้มีการระบุว่า หากกทช.ไม่ชะลอการประมูลอาจจะมีหน่วยงานยื่นฟ้องร้องและนำไปสู่การยื่นถอดถอนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ส.ว.จะไปยื่นเรื่องถอดถอน กทช.
“ส.ว.ไม่มีอำนาจยื่นถอดถอน กทช. เพราะตามขั้นตอนแล้วเมื่อมีประชาชนเข้าชื่อ 20,000 ชื่อ หรือ ส.ส.เข้าชื่อ 1 ใน 4 หรือผู้เสียหายเข้าชื่อร้องเรียนผ่านส.ว.ให้ถอดถอน ส.ว.มีอำนาจเพียงพิจารณารายชื่อและส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อ ป.ป.ช.รับและไต่สวนพบว่ามีมูลก็จะส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณา” น.ส.รสนา กล่าว



