ไลฟ์สไตล์

กทม.แก้นร.ตีกันกำหนด102จุดเสี่ยง50เขตทั่วกรุง

กทม.แก้นร.ตีกันกำหนด102จุดเสี่ยง50เขตทั่วกรุง

17 ก.ย. 2553

ศธ.จัดโครงการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเด็กอาชีวะ ดึง 6 ร.ร.กลุ่มเสี่ยงที่ก่อเหตุบ่อยครั้งเข้าร่วม นำร่องรุ่นที่ 1 ส่งเข้าค่ายให้ทหารช่วยฝึกฝน ตั้งเป้าจัดให้ได้ 5 รุ่น “ชินวรณ์” ฝาก 3 เรื่องให้เด็กร่วมแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะวิธีการแก้ปัญหาตีกันอย่างยั่งยืน ร

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2553 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม. ได้เปิดโครงการเยาวชนรวมพลังสร้างสรรค์สามัคคี  ที่โรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน เขตบางกอกใหญ่ โดยมีคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สถานีตำรวจนครบาลในพื้นที่ ผู้บริหารโรงเรียนและนักศึกษาจาก 7 สถาบันการศึกษาฝั่งธนบุรี ประกอบด้วย โรงเรียนกุลสิริบริหารธุรกิจ โรงเรียนเทคโนโลยีหมู่บ้านครู โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม โรงเรียนวิบูลย์บริหารธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม วิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี และโรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน ร่วมกิจกรรม

                ภายในงานมีการเสวนาผลกระทบจากการทะเลาะวิวาท โดยนางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางอังศุ ขำวงศ์ มารดาของด.ช.จตุพร ผลผกา หรือ น้องเทียน ผู้เสียชีวิตจากเหตุนักเรียนทะเลาะวิวาท  นายไพฑูรย์ พันธ์ชาตรี ผู้อำนวยการโรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ รักสลาม ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี  โดยมี นายแทนคุณ  จิตต์อิสระ โฆษกกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งผู้เสวนาได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา อาทิ กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนคอยเตือนกันเมื่อเกิดปัญหา การจัดกิจกรรมระหว่างสถาบันการศึกษาระยะยาว 3-5 ปี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในกลุ่มนักเรียนอย่างต่อเนื่อง การคิดเชิงบวก และมองตนเองว่าเป็นผู้มีอนาคต มีงานและมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวรวมถึงตนเอง มีสติคิดก่อนทำ ตลอดจนตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจเกิดต่อผู้อื่น ตนเอง ผู้ปกครอง และความไม่ปลอดภัยทางสังคม ซึ่งแม้นักเรียนที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นและสังคม

                ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทเป็นปัญหาเรื้อรัง การอบรมให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการทะเลาะวิวาทและความรุนแรงแก่นักเรียนและนักศึกษา แม้ว่าไม่ใช่การแก้ไขปัญหาแบบครบวงจร และไม่สามารถทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที แต่จำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้นที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง เช่น การนำนักเรียนที่ขัดแย้งระหว่างกันได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม การเข้าค่ายเพื่อให้ใช้ชีวิตร่วมกัน ตลอดจนการเข้ามาทำงานอาสาสมัครร่วมกับกรุงเทพมหานคร ที่สำคัญทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกับประเมินผลควบคู่ไปด้วย เพื่อไม่ให้นักเรียนเหล่านี้เสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง อีกทั้งเป็นเสาหลักให้แก่ครอบครัว และพลเมืองที่ดีของประเทศในอนาคต

                สำหรับแนวทางการแก้ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทนั้น กทม. พร้อมด้วยผู้บริหารโรงเรียนอาชีวศึกษา สถานีตำรวจนครบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันกำหนดแผนบูรณาการลดปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาท ได้แก่ การกำหนดพื้นที่เสี่ยง 50 เขต หรือ Red Zone ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 102 จุดจาก 37 เขต ส่วนอีก 13 เขตไม่พบว่ามีจุดเสี่ยง การเพิ่มศูนย์รับปัญหาทั้งในระดับเขตและกลุ่มเขต จัดเข้าค่ายคุณธรรมกิจกรรมสัมพันธ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน  และจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น ทำความสะอาดวัด มัสยิด ป้ายรถเมล์ เพื่อเป็นแนวทางป้องกันและลดปัญหาการใช้ความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนและเยาวชน

ศธ.ดึง6ร.ร.กลุ่มเสี่ยงก่อวิวาทเข้าค่ายคุณธรรม

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวให้โอวาทตัวแทนนักเรียน นักศึกษาจากโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ในพิธีเปิดโครงการอบรมผู้นำนักศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน พัฒนาสังคม รุ่นที่ 1 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จัดขึ้นเพื่อนำตัวแทนนักเรียน นักศึกษาจาก 6 โรงเรียนกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมก่อเหตุทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง ได้แก่ โรงเรียนมีนบุรีโปลีเทคนิค โรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิ โรงเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ โรงเรียนเทคโนโลยีดุสิต โรงเรียนเทคโนปทุมธานี และโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์อาชีวศึกษา มาร่วมเข้าค่าย ณ ค่ายลูกเสือป่าสักแคมป์ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ระหว่างวันที่ 17-19 ก.ย. 2553 โดยแต่ละโรงเรียนจะส่งตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมโรงเรียนละ 20 คนพร้อมครูฝ่ายปกครอง จำนวน 2 คนและผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน รวมทั้งสิ้น 150 คน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมตามแผนพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม นักเรียน นักศึกษา

 นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องและตอบโจทย์ใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. ตอบสนองตามแผนปรองดองแห่งชาติ เพราะรัฐบาลต้องการเห็นสังคมไทยเดินไปข้างหน้าจึงต้องมีการปฏิรูปประเทศไทยเกิดขึ้นและทำแผนความปรองดองเดินหน้าไปควบคู่กัน อย่างน้อยที่สุดการจะทำให้ทุกคนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นต้องสร้างทัศนคติที่ดีไม่แตกแยก ไม่แบ่งแยกสี ไม่แยกสถาบัน ดังนั้นแผนปรองดองจะเป็นก้าวสำคัญที่นำพาสังคมไทยของเราก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ถิ่นที่อยู่และเกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข 2.ศธ.มีนโยบายปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญที่จะให้การเดินหน้าเรื่องนี้ในระยะเวลา 10 ปีให้เห็นผลการจัดการศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาพลเมืองยุคใหม่ ให้มีความรู้ ความคิดที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้สำเร็วคือ การศึกษา

 “การพัฒนาคนนั้นเป็นหัวใจสำคัญ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้นแต่ทั่วโลกให้ความสำคัญเรื่องนี้ การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จได้นั้นต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ คือตัวเราก่อน เพราะเมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวเราเองได้ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ถ้าหากเราไม่เริ่มจากตัวเราไปเริ่มจากส่วนที่ใหญ่กว่าก็ไม่มีทางสำเร็จ ซึ่งการศึกษาจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วย ต่อไปเราจะไม่ยอมรับแค่นักเรียนนักศึกษาที่เก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แต่ ศธ.จะจัดการศึกษาที่เปิดพื้นที่สำหรับผู้เรียนเลือกในสิ่งที่ตนเองสนใจ โดยตั้งใจว่าจะปรับหลักสูตรการเรียนการสอนอาชีวศึกษา ให้เหมาะสมและเป็นทางเลือกให้แก่นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตรงตามที่ตนเองถนัด จะเน้นส่งเสริมให้เกิดการค้นหาเรียนรู้สิ่งที่สนใจแต่ระดับมัธยมศึกษา ว่ามีความสนใจในสายอาชีพด้านใด หรือสนใจเรียนทางอุดมศึกษาด้านใด และจะมีการจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษา และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นเพื่อทำหน้าที่ควบคุมมาตรฐานในด้านฝีมือแรงงานให้เป็นมาตรฐานกลางเป็นที่ยอมรับไม่ต้องเป็นเหมือนที่ผ่านมา”รมว.ศธ. กล่าว

 นายชินวรณ์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องสุดท้าย เป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้สนใจและไม่อยากเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือ ปัญหาการทะเลาะวิวาท ศธ. ยืนยันว่าต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้อย่างยั่งยืน และพร้อมจะดูแลนักเรียน นักศึกษา โดยได้กำหนดมาตรการแนวทางที่ชัดเจนออกมาแล้วเพื่อดูแลแก้ไขปัญหารอบด้าน ตนยืนยันว่า ศธ.จะไม่ละทิ้งนักเรียน นักศึกษาแต่จะส่งเสริมทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีตามที่ถนัดและตนเชื่อว่ากิจกรรมการเข้าค่ายครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ให้ทุกคนได้มีโอกาสสร้างมิตรภาพ และได้แลกเปลี่ยความเห็นร่วมกัน เพราะฉะนั้น ขอฝากให้นักเรียน นักศึกษาทุกคนได้มีโอกาสร่วมคิดและแสดงความคิดเห็นว่าจะมีเป็นกำลังสำคัญในการชูธงเดินหน้าเพื่อมีส่วนร่วมใน 3 ข้อนี้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทอย่างยั่งยืน โดยตนยืนยันว่าจะจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์เช่นนี้ต่อเนื่องโดยในปีงบประมาณ 2554 จะตั้งงบประมาณเพื่อใช้สำหรับดำเนินการกิจกรรมเหล่านี้ด้วย

 นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัด ศธ. กล่าวว่า การกิจกรรมดังกล่าวนี้ ศธ. ได้ร่วมกับ สช. สมาคมโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยในการประสานงานของประธานกลุ่มโรงเรียนทั้ง 4 กลุ่มเพื่อจัดทำหลักสูตรในการจัดทำกิจกรรม และได้รับความร่วมมือจากกองร้อยจิตวิทยาที่ 1 จะร่วมเป็นวิทยากรในการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมแก่นักเรียน นักศึกษา โดยการดำเนินการโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายจะให้นักเรียน นักศึกษาได้ร่วมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 5 รุ่น ๆ ละ 150 คนรวมทั้งสิ้น 600 คน โดยรุ่นที่ 2 จะอบรมวันที่ 24-26 ก.ย. รุ่นที่ 3 วันที่ 29-31ต.ค.รุ่นที่ 4 วันที่ 5-7 พ.ย. และ รุ่นที่ 5 วันที่ 19-21 พ.ย. อย่างไรก็ตาม ศธ.มุ่งหวังให้นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเป็นแกนนำในการที่จะร่วมสังเกตการณ์แจ้งเหตุ รวมถึงเป็นผู้ร่วมเผยแพร่แนวความคิดดี ๆ ไปสู่เพื่อน ๆในโรงเรียน

 นายภูริช วณิชโยปกรณ์ นักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วไม่อยากให้มีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น และคิดว่าทางแก้ปัญหาทางหนึ่งคือการที่ทุกคนน่าจะมาร่วมพูดคุยกัน การได้มาเข้าร่วมโครงการนี้เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้รู้จักเพื่อนต่างสถาบัน มีเพื่อนมากขึ้น ความจริงแล้วปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการปลูกฝังจากรุ่นพี่แต่ว่าอาจจะเป็นเพราะว่าวัย บางทีแรกๆที่มีการทะเลาะอาจจะนึกสนุก แต่พอนานไปก็ไม่ได้มีใครอยากจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ ที่สำคัญเพื่อน ๆ หลายคนก็มาเรียนเพราะตั้งใจมาเรียนจริง ๆ

คกก.แก้เด็กตีกันแนะ ร.ร.จัดทำระบบคัดกรองเด็ก

 นายชินวรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 1 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 7 ก.ย. 2553 ที่ผ่านมาโดยมีตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และภาคเอกชนเข้าร่วม ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคู่มือป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจัดทำให้สอดคล้องกับมาตรการแก้ปัญหาเด็กตีกันที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ครม. และได้รับความเห็นชอบจาก ครม.อีกทั้งสอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เรื่องการส่งเสริมความประพฤตินักเรียน นักศึกษา

 รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า  ที่ประชุมได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สถานศึกษาควรมีระบบคัดกรองเด็ก เพื่อให้เข้าถึงเด็กที่มีปัญหาอย่างแท้จริง โรงเรียนจะต้องให้ความสนใจกับเด็กกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ จัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีครูที่ปรึกษา ครูฝ่ายปกครองและครูจิตวิทยา เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมนักเรียนที่ซับซ้อนขึ้น ขณะที่หน่วยงานฝ่ายปกครองในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเทศกิจพิทักษ์นักเรียนของ กทม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครองระดับอำเภอ จะต้องทำงานอย่างประสานงานกัน รวมถึงมีช่องทางสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครอง

 นายชินวรณ์ กล่าวต่อไปว่า ได้มอบให้แต่ละหน่วยงาน ไปจัดทำแผนปฏิบัติการตามกรอบอำนาจหน้าที่ของตนเอง และส่งมาให้ฝ่ายเลขานุการบูรณาการแผนปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานโดยจะมีการประชุมพิจารณาเกี่ยวกับแผนปฏิบัติงานในการประชุมครั้งต่อไป