ไลฟ์สไตล์

พอแล้วรวย - ความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาชน (1)

พอแล้วรวย - ความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาชน (1)

18 ก.ย. 2553

สภาวการณ์เดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี จะเป็นห้วงแห่งการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้นำประเทศ เราจะสัมผัสได้ถึงคลื่นใต้น้ำ กระแสความขัดแย้งจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มเกิด หากแต่ยาวนานตลอดกว่า 70 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิท

  ในช่วงเวลาการแก่งแย่งอำนาจที่ยังไม่ลงตัว ประชาชนที่หวังจะพึ่งอำนาจรัฐก็เป็นไปได้ยากขึ้น เมื่อหวังพึ่งอำนาจรัฐให้มาดูแล บำบัดทุกข์ บำรุงสุขไม่ได้ ทางเดียวที่เหลืออยู่ คือ ต้องพึ่งตนเอง เพราะเหตุแห่งวิกฤติและผลกระทบทั้ง 4 ด้านไม่ได้รอคอยให้อำนาจใดมาจัดการ แต่ภัยแล้ง ดินร้อน ข้าวยากหมากแพง โรคระบาด ภัยธรรมชาติจากดินยุบ หินถล่ม น้ำท่วมนาข้าวก็เป็นสิ่งที่ยังคงต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 เมื่อเราเชื่อว่าประชาชนต้องพึ่งตนเอง เพื่อพร้อมเผชิญวิกฤติภัยธรรมชาติ โรคระบาดในคน สัตว์ พืช และวิกฤติเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงแล้ว ที่สำคัญในขณะนี้ คือ วิกฤติความขัดแย้งทางสังคม เราจึงต้องอาจหาญลุกขึ้นมาประกาศกล้า ว่าเราต้องพึ่งตนเอง และสร้างเครือข่ายประชาชนที่พึ่งตนเองได้ สร้างพลังภาคประชาชนให้แข็งแกร่งเพื่อนำพาตนเองให้รอดและเป็นที่พึ่งพิงของบุคคลอื่น

 การสร้างเครือข่ายประชาชนให้สำเร็จเราต้องรู้หลักการ ซึ่งมีหลักพื้นฐาน 3 ประการ เพื่อตอบโจทย์ของ 3 คำถาม
 1.ทำอย่างไรให้คนที่มาจากหลากหลายกลุ่ม มีจุดยืนเดียวกัน
 ตอบ ต้องมี “ทิฐิสามัญตา” การมีความเห็นที่ตรงกัน มีหลักคิดคล้ายๆ กัน เพื่อสร้างให้เกิดความเหนี่ยวแน่น ส่งผลให้การทำงานใดๆ ก็สำเร็จ เพราะคิดเห็นไปในทางเดียวกัน

 2.ทำอย่างไรให้คนที่มีความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้
 ตอบ ต้องมี “ศีลสามัญตา” คือ การสร้างกฎปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมโดยยึดหลักประโยชน์ร่วมกันโดยมีศีล หรือข้อปฏิบัติกำกับ

 3.ทำอย่างไรให้เครือข่ายยั่งยืน
 ตอบ ต้องมีความรักกันเหมือนพี่น้อง เชื่อมร้อยด้วยความผูกพัน แม้ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ หรือภาษาบาลีกล่าวว่า “วิสาสา ปรมาญาติ” ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง คนรักกันก็ต้องไปมาหาสู่ จุนเจือ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ห่วงใยกัน

 หลักทั้ง 3 ประการ ถือเป็น โซ่ 3 เส้น ที่เชื่อมร้อยเครือข่ายให้รวมกันเป็นหลักของการสร้างเครือข่าย ส่วนในทางปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสำเร็จนั้น อาจารย์ยักษ์ขอยกตัวอย่าง เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ให้เห็นเป็นต้นแบบ

 ปัจจุบัน เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ มี 52 ศูนย์ฝึก กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ และอีก 30 ศูนย์ กำลังขะมักเขม้นฝึกตนเพื่อเป็นศูนย์ฝึกของเครือข่าย ดังนั้น หากเปรียบแต่ละศูนย์เป็นครอบครัว เราก็มีกันอยู่ 80 กว่าครอบครัว ถ้าสมาชิกครอบครัวละ 10 คน ก็มีญาติ 800 กว่าคน ซึ่งการจะทำให้ญาติรักกันหรือมีความเห็นไปในทางเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่าย

 แม้กระทั่งจะเรียนรู้ในหลักการแล้วว่า จำเป็นต้องมีกฎกติการ่วมกัน แต่การจะตั้งกฎให้คน 800 คน ที่ไม่ได้อยู่รวมกัน ประพฤติ ปฏิบัติเหมือนกัน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งหากนับรวมอาสาสมัครแต่ละศูนย์ รวมแล้วหลายแสนคน จะทำอย่างไร ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ก็ต้องตอกย้ำ “หลักคิด” ที่เชื่อมโยงเครือข่ายเราเข้าด้วยกันตั้งแต่แรก

 นั่นคือ “เราเชื่อมั่นเหลือเกินว่า คำสอนของพระราชาองค์ปัจจุบันที่เป็นคำสอนที่ทั่วโลกยอมรับแล้วว่าเป็นจริง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี่แหละ คือทางรอดที่พระองค์ท่านพระราชทานไว้ให้เป็นทางออก”

 คนอื่นเขาเชื่อว่า ไม่มีเงินอดตาย เราเชื่อว่าไม่มีอาหาร ไม่มีอากาศ ไม่มีน้ำสิอดตาย เราเชื่อ และเราปฏิบัติให้เห็นจริงว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง” เราศรัทธาในการให้ทาน เราเชื่อมั่นว่าทานมีฤทธิ์จริง และฤทธิ์ของทานนี้จะช่วยให้เรารอดพ้นจากทุกวิกฤติการณ์

"อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู"