
พระปราโมทย์ส่งทนายแถลงข่าวแทน
พระปราโมทย์ ส่งทนายความแถลงข่าวแทน ด้านมูลนิธิบ้านอารีย์ ยื่นสำนักพุทธฯสอบพระฉาว อวดอุตริมนุสสธรรม ผอ.พศ. เผย เจ้าสำนักสวนสันติธรรม รับโอนทรัพย์สินให้แม่ชีจริง ยันตั้งวัดเสร็จพร้อมโอนคืน ด้านคนใกล้ชิดพระโต้ มีผู้จงใจทำให้เสียหาย
(16ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกลุ่มชาวพุทธรักศาสนา เข้าร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ให้ตรวจสอบ พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช ที่สงสัยว่ามีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเทเงินบริจาคซื้อที่ดินสำนักสงฆ์ 100 ล้านบาท เข้าบัญชีอดีตภรรยาที่บวชชีอยู่สำนักสวนสันติธรรมนั้น ล่าสุดเวลา 10.30 น.วันนี้พระปราโมทย์ ได้ส่งทนายความมาแถลงข้อเท็จจริงแทน ที่สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯชลบุรี กล่าวว่า ได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการตรวจข้อเท็จจริงขึ้นมา โดยให้นายอำเภอศรีราชา เป็นประธานร่วมกับนักวิชาการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรีและนิติกรฝ่ายปก ครองจังหวัดชลบุรี เข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ โดยให้เวลา 7 วัน และคิดว่าการทำงานไม่น่าจะล่าช้า เพราะมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว แค่ไปรวบรวมรายละเอียดมาสรุปอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น
"เมื่อเกิดความสงสัย จึงทำให้คนตั้งข้อสังเกตกันไปต่างๆ นานา แต่ต้องตรวจสอบทุกเรื่อง เพื่อให้ประชาชนหายข้อแคลงใจ ทั้งนี้ ถ้าตรวจสอบพบว่าผิดจริงก็ต้องรับผิดชอบทั้งทางสงฆ์ และทางคดีอาญา แต่หากไม่ผิด ประชาชนก็ต้องให้โอกาส ผมยืนยันจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้ดีที่สุด และจะทำเรื่องส่งไปชี้แจงให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทราบต่อไป" นายเสนีย์ กล่าว
ก่อนหน้านั้นเมื่อเวลา 14.30 น. วานนี้(15ก.ย.) นายวีรณัฐ โรจนประภา ประธานมูลนิธิบ้านอารีย์ เข้ายื่นหนังสือ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เรื่องขอความกรุณาตรวจสอบพฤติการณ์ของพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ศรีราชา เนื่องด้วยมูลนิธิบ้านอารีย์ ได้ติดตามพฤติการณ์ของพระปราโมทย์ มาระยะหนึ่งนั้น มีความเห็นอย่างสุจริตใจว่า การกระทำบางอย่างอาจกระทบกระเทือนเป็นวงกว้างต่อพระพุทธศานาได้ ดังนั้นมูลนิธิจึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ตรวจสอบการกระทำของพระปราโมทย์ ตามข้อกล่าวหา ดังนี้
1.พระปราโมทย์ ได้ทำการอันชวนให้สงสัยว่า อวดอุตริมนุสสธรรม โดยการพูดบรรยาย เขียนบทความ สื่อให้ผู้ฟัง ผู้อ่าน เข้าใจได้ว่า พระปราโมทย์สำเร็จเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว อันอาจเป็นเหตุนำมาซึ่งลาภสักการะ 2.พระปราโมทย์ใช้การแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ คือการดักทายใจของผู้ร่วมอบรมธรรมอย่างจงใจ อันนำมาซึ่งความเสื่อมถอยในการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะเรื่อง "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" 3.พระปราโมทย์ได้เทศน์เกี่ยวกับไสยศาสตร์ อันอาจก่อให้เกิดการปิดกั้นทางปัญญาแก่พุทธศาสนิกชน และอาจก่อให้เกิดความหวาดกลัว อันเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ มูลนิธิบ้านอารีย์ มีความสุจริตใจในการปกปักรักษาพระศาสนา ในฐานะที่เป็นชาวพุทธตามทำนองคลองธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไปในภายหน้า จึงใคร่ขอร้องเรียนมาเพื่อขอความกรุณาตรวจสอบกรณีพระปราโมทย์ และดำเนินการให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป
นายวีรณัฐ กล่าวว่า เคยเป็นกรรมการของสวนสันติธรรม แต่ได้ลาออกมาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งยอมรับว่าลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของพระปราโมทย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคม และการที่ออกมายื่นหนังสือในครั้งนี้เพราะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะติดตามพฤติการณ์ของพระปราโมทย์มานาน ซึ่งถือว่าผิดลักษณะของพระสายกรรมฐานอย่างมาก จึงต้องการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เข้าไปตรวจสอบ
ด้านนายนพรัตน์ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นได้สั่งการไปยังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี ให้ตรวจสอบทรัพย์สินที่มีการบริจาคให้แก่สวนสันติธรรมแล้ว จากการสอบถามถึงกรณีการโอนที่ดินให้เป็นชื่อของอดีตภรรยาที่เป็นแม่ชีอยู่ที่เดียวกันนั้น ทาง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี รายงานมาว่า พระปราโมทย์เคยชี้แจง และยอมรับว่ามีการโอนจริง ซึ่งสาเหตุที่ต้องใส่ชื่ออดีตภรรยาเพราะยังอยู่ในช่วงการทำเรื่องขอสร้างวัด หากสร้างวัดเสร็จแล้วก็จะมีการโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้เป็นของวัดเพื่อทำเรื่องขอจัดตั้งวัดแน่นอน แต่ถ้าขอจัดตั้งวัดเรียบร้อยแล้วพบว่ายังไม่มีการโอนทรัพย์สินมาเป็นของวัด ก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
ขณะที่วันเดียวกัน นายศรันย์ ไมตรีเวช ผู้ร่วมก่อตั้งสวนสันติธรรม และผู้ที่มีความสนิทสนมกับพระปราโมทย์ เปิดเผยต่อ "คม ชัด ลึก" ว่า เพิ่งรู้เรื่องที่เกิดขึ้น และยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยในรายละเอียดเรื่องนี้กับพระปราโมทย์ คาดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการเข้าใจผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เป็นการจงใจทำให้อีกฝ่ายเสียหาย และเรื่องนี้ก็เป็นที่สนใจของทุกคน จึงอยากให้ใจเย็นๆ รอความชัดเจนจากหลักฐานของทั้งสองฝ่ายก่อน
“คนไทยบอบช้ำเกี่ยวกับเรื่องพระ เรื่องศาสนามาหลายครั้ง อยากให้ใจเย็นอีกนิด รอให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการตัดสินของศาล หลังจากนั้นก็จะทราบว่าใครผิดใครถูก ถ้าฝั่งพระผิดก็ต้องว่ากันตามผิด แม้แต่เงินบาทเดียวก็ต้องรับโทษ แต่หากศาลพิพากษาแล้วว่า ทางพระไม่ผิด ก็ต้องกลับมามองทางด้านฝ่ายที่ร้องเรียนบ้างว่าจะต้องทำอย่างไร” นายศรันย์ กล่าว
ส่วนกรณีพระปราโมทย์จะออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น นายศรันย์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ คงต้องรอดูว่าพระปราโมทย์จะชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร



