ไลฟ์สไตล์

ไม่กิน ไม่เที่ยว ไม่เยี่ยม ไม่คุยครอบครัวไทยในมิติวัฒนธรรมปี53

ไม่กิน ไม่เที่ยว ไม่เยี่ยม ไม่คุยครอบครัวไทยในมิติวัฒนธรรมปี53

16 ก.ย. 2553

รายงานสภาวการณ์ทางวัฒนธรรมปี 2553 สถาบันรามจิตติเผยผลสำรวจครอบครัวไทยยุคใหม่ “ไม่กิน-ไม่เที่ยว-ไม่เยี่ยม-ไม่คุย” ในงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่องยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม

ของสังคมไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่โรงแรมบางกอก ชฎา กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของสังคมไทย ระยะที่ 1 ต่อสาธารณชุมชน หน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

 ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ บอกว่า จากการเก็บข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม 2553 กลุ่มตัวอย่าง 16,099 คน ในพื้นที่ 20 จังหวัด แยกเป็นเด็กเยาวชน 8 ,057 คน และกลุ่มประชาชนทั่วไป 8,042 คน มีเนื้อหาการสำรวจครอบคลุมมิติทางวัฒนธรรม 3 ประเด็น ได้แก่ มิติวัฒนธรรมการใช้ชีวิตครอบครัว มิติวัฒนธรรมความเป็นไทย และมิติวัฒนธรรมการวิพากษ์และการมีส่วนร่วมทางการเมือง

 เริ่มกันที่ “มิติทางวัฒนธรรมครอบครัว” มีลักษณะเรียกว่า “ทางใครทางมัน” หรือให้นิยามครอบครัวสมัยใหม่ว่า เป็นครอบครัวแบบไม่กิน-ไม่เที่ยว-ไม่เยี่ยม-ไม่คุย หมายถึง การใช้เวลามื้อเย็นพร้อมกันในครอบครัว การไปเที่ยวพร้อมกับครอบครัว ตลอดจนประเพณีการเยี่ยมญาติในวันหยุดสุดสัปดาห์ของสังคมไทยเริ่มหายไป การสื่อสารในครอบครัว พบว่าเด็กคุยกับพ่อแม่ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะเรื่องเพศกับปัญหาบ้านเมือง มีเด็กร้อยละ 17 เท่านั้นที่ยังมีการพูดคุยกันในครอบครัว

 “ส่วนมากเด็กสมัยนี้จะเรียนรู้เรื่องต่างๆ ผ่านทางสื่อโดยเฉพาะในอินเทอร์เน็ต ทำให้สารที่เด็กได้รับตลอดจนการแสดงออกในเรื่องต่างๆ มีความรุนแรงเพราะไม่ได้ผ่านการร่วมกันกลั่นกรองจากผู้ปกครอง ซึ่งเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง” ดร.อมรวิชช์ กล่าว

 สำหรับ “มิติวัฒนธรรมความเป็นไทย” ยังพบว่าคนไทยยังคงมีพฤติกรรมในการยิ้มให้กัน มีน้ำใจ เชื่อในกรรมดี รักชาติและมีจิตอาสาเป็นจุดเด่น แต่พบปัญหาการใช้ภาษาไทยในการออกเสียงควบกล้ำ การเขียนเรียงความ เด็กร้อยละ 22 ยังชอบดูมโนราห์ โขน ยี่เกและฟ้อน ร้อยละ 11 ยังชอบใส่ผ้าไทยหรือชุดพื้นเมือง ส่วนนิสัยการเรียนรู้เด็กร้อยละ 40 ยังสนใจติดตามข่าวสารจากหนังสือ นิตยสาร และเว็บไซต์ต่างๆ ในระดับมากถึงมากที่สุด แต่เด็กมีแนวโน้มการอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง และน้อยกว่าผู้ใหญชัดเจน มีเด็กร้อยละ 30 เท่านั้นที่ยังอ่านหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้เด็กรุ่นใหม่ยังมีความเชื่อโชคลางและการพนัน เล่นหวยใต้ดินในเด็กด้วย รวมทั้งความไม่มีระเบียบวินัย เอาเสื้อออกนอกกางเกง ทิ้งขยะไม่เป็นที่ การไม่มุมานะในการทำงานและชอบซุบซิบนินทา อย่างไรก็ตาม มีเด็กไทยร้อยละ 79 อยากเกิดเป็นคนไทย และมีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคมอยู่

 ส่วน “มิติวัฒนธรรมการวิพากษ์และการมีส่วนร่วมทางการเมือง” ในภาพรวมคนไทยกับการเมืองยังดูเป็น “ยาขม” พบว่า คนไทยมีอารมณ์เซ็งการเมือง เด็กกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 15 เท่านั้นที่อยากพูดคุยเรื่องนี้ และรู้สึกเบื่อหน่ายการตามข่าวการเมือง รังเกียจข่าวการทุจริตของนักการเมือง ซึ่งการทำวิจัยครั้งนี้ยังได้ทำงานควบคู่กับทำโครงการ “โรงเรียนทำหนังวัฒนธรรม” สอนให้เด็กรักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และโครงการ “การนำผลการวิจัยมาผลิตสารคดีรณรงค์ทางวัฒนธรรม” เพื่อเผยแพร่และสร้างกระแสในสังคม อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างคุณค่าของวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในมิติต่างๆ ให้แก่คนไทย

 ในทัศนะของ สมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มองว่าผลสำรวจดังกล่าวทำให้ทุกคนในสังคมทราบว่าเมื่อเกิดปัญหาความแตกแยก รุนแรงขึ้นในครอบครัว หรือเด็กนั้น ภูมิหลังมาจากปัญหาเหล่านี้ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ทุกฝ่ายต้องเปิดใจรับฟังและหาจุดร่วมอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ยังเป็นภาพสะท้อนสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างหมดเปลือก ตรงไปตรงมา และหากเรายังเป็นทองไม่รู้ร้อนกันต่อไป คงทำให้ใครหลายคนพอจะเดาหน้าตาประเทศไทยในอนาคตอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้าออกแล้วก็ได้

 0 ผกามาศ ใจฉลาด 0 รายงาน