
จม.ถึงผู้แทน ถึง รมว.สาธารณสุข
"บ่นดังๆ ให้ได้ยิน" น้องสาวของดิฉันเข้าไปเตรียมตัวคลอดที่ รพ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2553 เวลาประมาณทุ่มกว่าๆ รอจนถึง 6 โมงเย็นของวันที่ 5 กันยายน 2553 เธอเจ็บท้องคลอด แต่ไม่มีหมอมาดูแลเลย แม้แต่หมอเวร
มีแต่พยาบาลที่เข้ามาดู ดูจริงๆ ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย จนในที่สุดน้องสาวถูกส่งตัวไปต่อไปที่ รพ.ศูนย์อุบลฯ เสียค่าใช้จ่ายไป 3 พันกว่าบาท
รพ.ศูนย์อุบลฯ ต้องเหน็บยาเร่งคลอด ปรากฏว่า เด็กถูกส่งตัวเข้าไอซียู ปอดติดเชื้อ ต้องให้ยาปฏิชีวนะ และให้ออกซิเจน ส่วนแม่อ่อนแรงมาก
ดิฉันถามพยาบาล รพ.เขื่องใน ว่าเมื่อไหร่หมอเวรจะมา เขาบอกว่า บ่ายสาม แต่หมอมาจริงๆ ตอน 6 โมงเย็นกว่าๆ ความจริงควรจะมีหมอเวรอยู่ประจำ รพ.ตลอด 24 ชม.ถึงจะถูก หมอไม่ห่วงคนไข้บ้างเลยเหรอ อาการน้องสาวแย่ลงๆ ไม่เป็นห่วงเด็กในท้องเลยหรือค่ะ หรือว่า...ตายก็ช่าง ไม่ใช่ลูกเรา
พยาบาลที่ดูแลก็พูดได้น่าประทับใจมากว่า "เจ็บท้องคลอด จะให้นอนสบายเหมือนอยู่บ้านได้ยังไง"
ยิ่งตอนเที่ยงของวันที่ 5 กันยายน ปากมดลูปเปิด 7 ซม. พยาบาลขลิบถุงน้ำคร่ำให้แตก เขาบอกว่า เผื่อจะคลอดง่ายขึ้น แต่กลายเป็นว่าน้องสาวดิฉันปวดท้องและทรมานมากขึ้น ตามทฤษฎีที่ดิฉันรู้มาคือ ถ้าเด็กขาดน้ำคร่ำจะอันตรายมาก แต่พยาบาลที่ รพ.เขื่องใน บอกว่าจะช่วยให้คลอดง่าย และเขาก็ขลิบถุงน้ำคร่ำให้แตกจริงๆ
ระยะเวลาจากที่ถงน้ำค่ำแตก จนกระทั่งหมอมาตรวจ ห่างกันประมาณ 6 ชม. นานไปหรือเปล่าคะ ไม่รู้พยาบาลตามหมอหรือเปล่า หรือว่าตาม แต่หมอไม่มา จนในที่สุดต้องให้ออกซิเจนน้องสาวของดิฉันและส่งต่อไป รพ.ศูนย์อุบลฯ ให้เห็นว่า รพ.เขื่องในทำดีที่สุดแล้ว ละคนไข้ก็ไม่ได้ตายที่ รพ.เขื่องใน รอมาแก้ตัวภายหลังว่า เครื่องมือไม่พร้อม โรงพยาบาลทำดีที่สุดแล้ว
ดิฉันส่งเรื่องร้องเรียนไปที่กระทรวงสาธารณสุขด้วย แต่เรื่องก็คงเงียบไปเหมือนเดิม ดิฉันอยากบ่นดังๆ ให้ผู้ใหญ่หลายๆ คนได้ยิน ได้รับรู้ความรู้สึกของประชาชนอย่างดิฉันบ้าง
หากรู้ว่า รพ.เขื่องในเป็นที่ประลองความอดทน หรือเป็นที่ทรมาน จะไม่ทำน้องสาวไปคลอดที่นั่นเลย หลานชายที่เพิ่งลืมตาลูกโลก ดูภายนอกอาจจะไม่เป็นอันตราย แต่ภายในหละจะมีผลข้างเคียงอะไรตามมาอีกบ้าง
ชัญวิรัณยา / อุบลราชธานี



