ไลฟ์สไตล์

เรื่องเด่นประเด็นดัง-‘มีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู’เมื่อธรรมะเดินทางสร้างอริยชนด้วยการสร้างลูก

เรื่องเด่นประเด็นดัง-‘มีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู’เมื่อธรรมะเดินทางสร้างอริยชนด้วยการสร้างลูก

13 ก.ย. 2553

เมื่อวันที่ 4 กันยายน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จ ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนรถไฟ เพื่อทรงร่วมฟังการเสวนาเรื่อง “เลี้ยงลูกวิถีพุทธด้

 โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี, สู่ขวัญ บูลกุล, นพ.มานิตย์ แสนมณีชัย สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลหัวเฉียว และครอบครัววิถีพุทธจากเสถียรธรรมสถาน ได้มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ชีวิตครอบครัว ตั้งแต่การเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ไปจนถึงการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กดี และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขโดยองค์ความรู้ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาให้ง่ายต่อการเรียนรู้ผ่านคู่มือภาวนากับการเลี้ยงลูก ในรูปแบบหนังสือ How To ที่ง่ายต่อการปฏิบัติในงานเปิดตัวหนังสือ “มีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ สำนักพิมพ์คุณภาพในเครืออมรินทร์

 แง่งามของการเสวนาถูกเผยให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิสนธิจิตของมนุษย์ในหลากหลายความหมายจากบุคคลผู้ร่วมเสวนาซึ่งท่าน ว.วชิรเมธี ได้พูดถึงหลักของพุทธศาสนากับการปฏิสนธิจิตไว้อย่างน่าสนใจว่า “หลักของพระพุทธศาสนามีอยู่หลักหนึ่งท่านบอกเอาไว้ว่า เราจะได้รับในสิ่งที่เหมาะสมกับสุขภาพจิตของเราเสมอ ฉะนั้นเด็กแต่ละคนที่จะมาอยู่กับเราเขามาอย่างมีความหมาย ไม่มีใครสักคนที่มาแบบไม่รู้แล้วมาอยู่ในครรภ์ของแม่เลย ไม่มีคำว่าบังเอิญ เพราะฉะนั้นเรามีสิทธิ์เลือกลูกที่จะมาอยู่กับเราได้แน่นอนและหลักการง่ายๆ ก็คือ อยากได้คนดีพ่อแม่ก็อยู่ในศีลในธรรม ถ้าทำได้แค่นี้เราก็มีสิทธิ์เลือกลูกของเรา”

 ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้ทำให้ภาพของความเป็นจิตประภัสสรชัดมากขึ้นในสายตาของผู้ร่วมเสวนาในวันนั้น “เด็กที่อยู่ในโครงการจิตประภัสสรมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือ มีสมาธิอันงาม เฝ้าสังเกตเฝ้ามองอะไรนาน ฟังและสื่อสารได้อย่างงดงามมาก ในงานจิตประภัสสรบุคลิกของเด็กจะไม่เหมือนกัน บางคนเร็วแต่ไม่ลน บางคนช้าแล้วชัด การทำงานด้วยการเฝ้าสังเกตอย่างลึกซึ้งทำให้เราเห็นว่า ทำงานกับเด็กตอนที่อยู่ในครรภ์ง่ายที่สุดเพราะแม่เป็นอย่างไรลูกเป็นอย่างนั้น"

 ความน่าสนใจอีกแง่หนึ่งของการเสวนาในครั้งนี้คือความสอดคล้องกันระหว่างหลักวิทยาศาสตร์กับหลักของพุทธศาสนา ความคิดเห็นของ นพ.มานิตย์ แสนมณีชัย สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลหัวเฉียว เป็นอีกบทสรุปที่ทำให้ภาพนี้ชัดเจนขึ้น “เด็กที่อยู่ในครรภ์รู้เรื่อง เขารับรู้ได้จริง ตัวที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้นคือเซลล์สมอง ซึ่ง ทันทีที่ปฏิสนธิจิตก็จะมีการแบ่งเซลล์สมองอย่างรวดเร็วเชื่อมจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่งจนกระทั่งเราเห็นว่าจากเซลล์เดียวหรือครึ่งเซลล์ของพ่อแม่ กลายเป็นเซลล์สมองซึ่งมีหนึ่งแสนล้านเซลล์ตอนคลอด และช่วงที่อยู่ในท้องเซลล์สมองจะเชื่อมโยงกันและสร้างระบบสัมผัสทั้ง 6 หลักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า ขณะที่เด็กอยู่ในครรภ์เขาตอบสนองต่อเสียงและเสียงที่เขาชอบคือเสียงหัวใจแม่เต้น นั่นจึงทำให้เราเรียนรู้ว่าเด็กในท้องไม่ใช่แค่รับรู้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 แต่มีอารมณ์ด้วย มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า เวลาที่แม่เครียดเมื่อเจาะน้ำคร่ำดูปรากฏว่าฮอร์โมนแห่งความเครียดของแม่จะไปสุมอยู่ในตัวลูก และฮอร์โมนนี้ก็จะมีผลต่อพัฒนาการสมองของเด็กด้วย”

 เสียงจากคุณแม่ผู้มีประสบการณ์ที่น่าสนใจอีกเสียงคือ สู่ขวัญ บุลกุล คุณแม่ผู้ค้นพบว่าลูกกลับกลายเป็นครูของเรา “...ทุกคนจะบอกว่าพ่อแม่มีหน้าที่สั่งสอนลูก ก่อนที่เราจะมีโอกาสสอนอะไรๆ ก็แล้วแต่ให้เขา เขากลับสอนอะไรให้เรามากมายเหลือเกิน เขาได้สอนว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน เขาทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหมดความสำคัญลงทันทีเพราะความสำคัญนั้นมันไปอยู่ที่เขาจนหมด นี่ล่ะมั้งที่คนเคยบอกว่า ความรักของแม่ยิ่งใหญ่เพราะรักนั้นเพื่อคนอื่นไม่ใช่เพื่อตัวเอง”

 ผู้สนับสนุนการเกิดที่งดงามร่วมกันเช่นนี้คือผู้หญิงอีกคนที่มองเห็นความสำคัญของการถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ไปสู่สังคม เมตตา อุทกะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้อย่างมั่นใจว่า “ดิฉันมั่นใจว่าหนังสือ “มีความสุขให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู” จะเป็นหนังสือคู่มือเลี้ยงดูที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยปรากฏว่ามีหนังสือคู่มือในลักษณะนี้มาก่อน โดยเน้นเรื่องของจิตวิญญาณและความสุขทางใจของลูกเป็นโจทย์สำคัญ การทำหนังสือเล่มนี้จึงเป็นโอกาสที่ได้ร่วมอนุโมทนาบุญในการสร้างสาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะสำหรับผู้หญิงเพื่อสร้างอริยะสู่สังคม เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายหนังสือนี้จะนำไปร่วมบุญสร้างมหาวิชชาลัยแห่งนี้..”

 จากการทำงานโครงการ “จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์” มองย้อนไปถึงการทำงานบ้านสายสัมพันธ์ ทำให้พิสูจน์ได้ว่าพลังของความสุขที่ทำให้โลกเป็นสุขมีอยู่จริงการทำงาน 2 ทศวรรษของเสถียรธรรมสถานทำให้เห็นการทำงานตั้งแต่ปลายเหตุมาสู่งานต้นเหตุ เราพบว่า “ลมหายใจของแม่คือลมหายใจของลูก” แม่หายใจอย่างไรลูกเป็นอย่างนั้น แม่หายใจเร่าร้อน อึดอัด ลูกก็อึดอัด คำว่า สายสัมพันธ์ไม่ใช่หมายความว่า DNA แต่หมายความว่า “เมื่อแม่ทำกุศล แม่มีกุศลกรรมที่เป็นกุศลวิบากกรรม การกระทำที่มีผลเป็นกุศลวิบากกรรมจะมีอิทธิพลต่อลูกที่อยู่ในครรภ์มาก” เพราะฉะนั้นขอให้เรามีจิตที่ รู้..ตื่น..เบิกบาน ตั้งแต่ตอนที่เราตั้งครรภ์ เซลล์สมองของลูกที่เติบไปกับมันสมองของแม่ที่เป็นกุศลจะทำให้ลูกรอด ด้วยการเฝ้าสังเกตอย่างมีความกรุณาที่ลึกซึ้งอย่างนี้ทำให้เรามองเห็นการเดินทางของครอบครัวกว่าพันครอบครัวโนโครงการ “จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์” ผ่านการเติบโตของเด็กหลายพันคนในโครงการ องค์ความรู้ที่หลานๆ เหล่านี้สอนเราจึงเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากความเป็นจริงตามธรรมชาติของมนุษย์

 หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเสมือนเครื่องยืนยันต่อพุทธวจนะของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยืนยันว่า มนุษย์สามารถไปให้ถึงความเป็นอิสรภาพได้ เราจึงต่างจากสัตว์ชนิดอื่น จึงอยากเชิญชวนพ่อแม่มาร่วมกันเดินทางสร้างอริยชนไปพร้อมกันด้วยการเป็นพ่อแม่ที่อุ้มลูกด้วยหัวใจ เป็นพ่อแม่ที่สามารถเปิดประตูสติปัญญาของลูกได้ เป็นพ่อแม่ที่จะสร้างเด็กให้เจริญวัยขึ้นอย่าง รู้..ตื่น..เบิกบาน  เป็นพ่อแม่ที่พร้อมจะอุ้มลูกไปพร้อมกับการอุ้มโลก สังคมจะงดงามได้เพราะการสร้างฐานของครอบครัวที่มีพลังแห่งการเกื้อกูลเยี่ยงนี้ให้เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทยและสังคมโลก