
นาโต่โมเดล (2)
คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้บ้านนาโต่ที่ จ.เชียงราย ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย โดยได้ยกตัวอย่างโครงการนี้เป็นรูปแบบหรือโมเดลหนึ่งที่น่าศึกษาและพัฒนาต่อไป
ประเด็นก็คือว่าปกติการเรียนการสอนในวิทยาลัยเกษตรฯ ก็เหมือนการเรียนในโรงเรียนทั่วไป นั่นคือเด็กนักเรียนเข้าชั้นเรียนแล้วก็เรียนรายวิชาต่างๆ ตามปกติ ซึ่งวิธีการดังกล่าวใช้กันมานมนาน แต่ว่าเด็กเรียนจบไปแล้วกลับไม่มีความมั่นใจหรือไม่มีความสามารถในการไปประกอบอาชีพด้วยตนเอง เพราะว่าความรู้ที่ได้เรียนในชั้นเรียนนั้น เป็นความรู้แบบที่เรียกว่าเป็นชิ้นๆ เด็กไม่สามารถนำมาปะติดปะต่อกันได้ เพราะว่าระบบการศึกษาสอนให้เป็นแบบนั้น
ที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านนาโต่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน หรือที่เรียกว่า Project-based learning หมายความว่าให้เด็กนักเรียนวางแผนทำเป็นโครงการและลงมือปฏิบัติจริง แล้วมีการจดบัญชีรายรับรายจ่าย แล้วมาพิจารณากันว่าได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง การสอนวิชาการต่างๆ ก็เน้นแบบบูรณาการเอาสิ่งที่นักเรียนทำมาผสมผสานกับการเรียนการสอน เรียกได้ว่าสอนกันพร้อมๆ กับการปฏิบัติจริงในฟาร์ม
เด็กบางคนสนใจเลี้ยงไก่เนื้อ ซึ่งลงทุนสูงถึง 1.6 หมื่นบาท ใช้เวลา 45 วัน ไก่ก็โตพอที่จะจับขายได้ แต่ปรากฏว่าได้กำไรเพียง 2,000 บาทเท่านั้น วิธีคิดของเด็กก็คืออยากขยายเวลาเลี้ยงจาก 45 วัน ไปเป็น 50 วัน เพื่อจะได้น้ำหนักมากขึ้น ก็เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่เด็กอยากทำ แต่สิ่งที่เด็กน่าจะได้เรียนรู้คือจริงๆ แล้ว หากเลี้ยงต่ออีก 5 วันน้ำหนักจะเพิ่มได้ประมาณเท่าใด และเสียค่าอาหารเพิ่มขึ้นเท่าใด สรุปแล้วจะคุ้มค่าหรือเปล่า ทั้งหมดนี้เด็กต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีอาจารย์คอยให้คำแนะนำและสอนจากผลการปฏิบัติเป็นบทเรียนของจริง ในขณะที่เด็กอีกคนหนึ่งเลือกที่จะเลี้ยงปลาดุก โดยลงทุนประมาณ 3,000 กว่าบาท แต่ว่าได้กำไร 2,000 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าสัดส่วนกำไรต่อเงินลงทุนสำหรับการเลี้ยงปลาดุกจะสูงกว่าการเลี้ยงไก่ ซึ่งทั้งหมดนี้เด็กจะได้บทเรียนจากการปฏิบัติจริง
โมเดลของบ้านนาโต่จะคล้ายกับสิ่งที่โครงการการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่กำลังดำเนินการอยู่ในหลายพื้นที่โดยความร่วมมือระหว่าง ส.ป.ก. สกว. ธ.ก.ส. และ สอศ. ซึ่งเป็นต้นสังกัดของวิทยาลัยเกษตรฯ โดยบางแห่งทดลองให้เด็กเรียนแบบทำเป็นโครงงานเช่นนี้เหมือนกัน บางแห่งให้เด็กไปสำรวจตลาดก่อนว่าในพื้นที่นั้นๆ มีผลิตผลเกษตรอะไรบ้าง และปลูกเลี้ยงกันที่ไหน แล้วจึงนำมาวางแผนการผลิตโดยอาศัยตลาดเป็นตัวนำ แทนที่จะเลือกปลูกเลี้ยงตามใจชอบ เสร็จแล้วไม่รู้ว่าจะเอาไปขายใคร เด็กบางคนผลิตออกมาแล้วไม่กล้าเอาไปขายเพราะว่าอายบ้างก็มี แต่ทางวิทยาลัยก็ได้ฝึกเด็กเหล่านี้ให้กล้าที่จะเป็นพ่อค้าไปวางขายด้วยตนเอง
สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างศูนย์การเรียนรู้บ้านนาโต่ กับโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ก็คือ ศูนย์การเรียนรู้บ้านนาโต่นั้น ดำเนินการค่อนข้างโดดเดี่ยว โดยมีอาจารย์สมเดช วงศ์ชัยพานิชย์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และอยู่ภายใต้การดูแลของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย ในขณะที่โครงการการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ซึ่งได้ลงแรงลงใจร่วมกันอย่างแข็งขัน ดังนั้นหากศูนย์การเรียนรู้บ้านนาโต่ได้รับการสนับสนุนบ้างจากหน่วยงานอื่น ก็น่าจะสร้างต้นแบบที่ดีอีกแบบหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเกษตร ที่จะทำให้เด็กเหล่านั้นกลายเป็นเกษตรกรหรือนักธุรกิจเกษตรที่มีอนาคตยาวไกลได้เป็นอย่างดี
รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ



