
อานิสงส์"อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี"แก้น้ำแล้งภาคเกษตรพื้นที่ท่าปลา
การเป็นประธานการประชุมหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของ "ฯพณฯ พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์" องคมนตรีและคณะ ณ ห้องประชุม 1 เขื่อนสิริกิติ์ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา
เพื่อติดตามความคืบหน้าและหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับไว้เป็นโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริมาตั้งแต่ปี 2548 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีความห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่และได้ทรงติดตามพร้อมกับพระราชทานความช่วยเหลือมาโดยตลอด
โดยโครงการดังกล่าวจะสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำ พร้อมระบบผันน้ำ ระบบส่งน้ำ และอาคารประกอบ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตรให้แก่ราษฎรในนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นราษฎรที่เสียสละพื้นที่ทำกินในการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ เมื่อปี 2515
ดนุชา สินธวานนท์ ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานกปร.เปิดเผยว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี เกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของราษฎรในเรื่องของน้ำบริโภคอุปโภค และการเกษตรราษฎรจึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีช่วยเหลือราษฎรที่อพยพเมื่อตอนสร้างเขื่อนสิริกิติ์ เมื่อประมาณปี 2515 จากการนี้ สำนักงานกปร. จึงเป็นหน่วยงานที่เข้ามาประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าและยังผลตามความต้องการของราษฎรในพื้นที่
“จากการศึกษาด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า ผลประโยชน์ที่พึงได้มากกว่าผลเสียที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญจากการเข้าพบปะกับราษฎรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีพบว่า ราษฎรส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนโครงการอย่างเต็มที่” ดนุชากล่าว
สำหรับเขื่อนสิริกิติ์นั้นถือ เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปิดกั้นลำน้ำในบริเวณ ต.ผาเดือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ปัจจุบันสามารถกักเก็บน้ำได้ 9,150 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งได้รับพระราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธยว่า “เขื่อนสิริกิติ์” โดยรัฐบาลได้มีการจัดสรรพื้นที่ให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง ทั้งยังให้การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้แก่ราษฎรเพื่อให้ราษฎรซึ่งเป็นผู้เสียสละที่ทำกินเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมให้สามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้เลี้ยงตนเองได้อย่างมีความสุข เช่น การจัดทำระบบชลประทานเข้าสู่แปลงที่ทำกิน การให้ความรู้ในการประกอบอาชีพที่หน่วยราชการต่างๆ ได้ร่วมแรงร่วมใจให้การสนับสนุน
กว่า 38 ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว โดยได้พระราชทานพระราชดำริให้การช่วยเหลือราษฎรอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาการคมนาคม การพระราชทานแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการพระราชทานอาชีพทั้งการประมง ปศุสัตว์ และการเกษตร พร้อมกับได้ทรงรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามที่ราษฎรได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือ
ด้าน จันทร์สม หม่องอ้น กำนันตำบลน้ำหมัน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เผยว่า ย้ายมาอยู่ที่นี่หลังมีการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ที่ทางรัฐบาลจัดสรรให้ มีความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก หน้าแล้งน้ำทำเกษตรและน้ำอุปโภคบริโภคก็จะมีปัญหา ในขณะที่เดิมนั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์ มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรได้ตลอดปี จึงอยากให้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีโดยเร็ว เพื่อจะได้มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดทั้งปี
"อาชีพหลักก็ทำนาทำไร่ ตอนนี้มีนาอยู่ 15 ไร่ น้ำที่ใช้ต้องรอน้ำฝนอย่างเดียว อย่างอื่นทำไม่ได้ ต้องทำนาอย่างเดียว ปีละครั้ง เพราะไม่มีน้ำ อย่างหน้าแล้งก็แห้งแล้งมาก ห้วยต้นน้ำจากห้วยน้ำหมันยาวประมาณ 50 กว่ากิโลเมตร แล้งไม่มีน้ำสักหยด ต้องใช้รถแบ็กโฮเข้าไปขุดจึงจะเอาน้ำมาใช้ได้"
กำนันตำบลน้ำหมัน ระบุอีกว่า ถ้าไม่มีอ่างเก็บน้ำ น้ำจากห้วยน้ำรีก็จะไหลไปลงเขื่อนสิริกิติ์ ไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย แต่หากมีการสร้างอ่างห้วยน้ำรีขึ้นมาก็เป็นความหวังของชาวอ.ท่าปลาทั้งหมดที่จะได้รับผลประโยชน์จากตรงนี้ โดยเฉพาะตำบลน้ำหมันประกอบไปด้วย 12 หมู่บ้าน จะได้รับอานิสงส์จากตรงนี้ทั้งหมด
สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี หลังการก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยให้ราษฎรในเขต อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอและทั่วถึง โดยครอบคลุมพื้นที่แล้งซ้ำซากในเขต ต.น้ำหมัน และ ต.วังดิน อ.เมือง รวม 2,787 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี และมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรในพื้นที่แปลงอพยพจากเขื่อนสิริกิติ์ 4 ตำบลหลัก ได้แก่ ต.จริม ต.ท่าปลา ต.หาดล้า ต.ร่วมจิต และ ต.น้ำหมัน บางส่วน และอีก 3 ตำบล ในเขตพื้นที่ อ.เมืองอุตรดิตถ์ ได้แก่ ต.หาดงิ้ว ต.บ้านด่าน และ ต.แสนตอ รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ 91,080 ไร่ ครอบคลุม 60 หมู่บ้าน โดยใช้น้ำทำการเกษตร 61.60 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี รวมถึงประโยชน์ทั้งด้านการประมง การท่องเที่ยว และการเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย
3 แนวทางช่วยผู้ประสบภัยภาคเกษตร
สถานการณ์ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรมีอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ภัยพิบัติดังกล่าวนี้ จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติด้านการเกษตรและเตรียมความพร้อมในการรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรดังกล่าว
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ประจำปี 2553 และเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติด้านการเกษตร โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านการเกษตรและการจัดการเกี่ยวกับภัยพิบัติด้านการเกษตรโดยรวมของประเทศ ซึ่งการเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรดังกล่าว มีการแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.ก่อนเกิดภัย เป็นการวิเคราะห์และจัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย การเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนภัย การเตรียมความพร้อมของหน่วยงาน ประชาสัมพันธ์และให้คำแนะนำทางวิชาการด้านพืช ประมงและปศุสัตว์
2.ขณะเกิดภัย เป็นการติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนภัย ประเมินความเสียหายและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้น และ3.หลังเกิดภัย จะเป็นในเรื่องของการสำรวจความเสียหาย การให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยใช้เงินทดรองราชการ และเงินงบกลาง ตลอดจนการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรและอาชีพเกษตรกรรม
ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นวิธีการลดความเสี่ยงและความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนผลผลิตทางการเกษตรได้ดีอีกทางหนึ่ง ซึ่งเกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์สายด่วน 1170
สุรัตน์ อัตตะ



