ไลฟ์สไตล์

มาร์คเชื่อ4ปีประชากรไทย80%ใช้เทคโนโลยี 3.9จี

มาร์คเชื่อ4ปีประชากรไทย80%ใช้เทคโนโลยี 3.9จี

12 ก.ย. 2553

อภิสิทธิ์ชมมหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร3.9G เผยยังไม่รู้ประเด็น กสท.ฟ้องศาลปกครองสั่งกทช.ระงับประมูล 3 จี ระบุทีโอทีและกสท.ได้รับผลกระทบ ย้ำ รบ.อยากเห็น 3 จีเกิดให้เร็วที่สุด แต่ต้องโปร่งใสและถูกต้องตามกหมาย

(12ก.ย.) เมื่อเวลา 9.45 น . ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่บริษัทกสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จะยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต่อศาลปกครอง ให้เพื่อเพิกถอนประกาศกทช.หลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ (ไอเอ็มที) ย่านความถี่ 2.1 กิกกะเฮิร์ตซ หรือ ใบอนุญาต 3 จี และขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการประมูลใบอนุญาต 3 จี ที่ กทช.กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ว่า ในวันพรุ่งนี้ (13 ก.ย.) จะมีการประชุม ตนยังไม่ทราบรายละเอียดว่าประเด็นจะเป็นอย่างไร คือจริงๆ แล้ว ทั้งทีโอทีและกสท . อย่างไรก็ได้รับผลกระทบจาก 3 จี ไม่ว่าจะประมูลเมื่อไหร่

 "อะไรก็ตาม แต่ว่าการฟ้องร้องเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย คงไม่ใช่เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง ฉะนั้นข้อกฎหมายก็ต้องว่ากันไป แต่นโยบายของรัฐบาลต้องการที่จะเห็น 3 จีเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ซึ่งต้องโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเรื่องกฎหมายที่มีการล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับทางศาล"นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้เดินทางมาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเยี่ยมชมงานมหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร 3.9 G (3.9 Thailand Human D.N.A.)  และปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "การขับเคลื่อนประเทศไทย ด้วยโอกาสที่เท่าเทียมกันโดย 3.9 G"   โดยมี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)  ในฐานะประธานกรรมการเพื่อดำเนินการจัดงานมหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร 3.9 G    นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากเครือข่ายต่าง ๆ

นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวปาฐกถาในงาน “มหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร 3.9 G ”ในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโอกาสที่เท่าเทียมกันโดย 3.9G ว่า  ว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจจะมีประชาชนที่มีความเข้าใจและสนใจเวลาที่มีความก้าวหน้าพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี ที่สามารถนำไปสู่การอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับประชาชนโดยทั่วไป และสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อนำไปสู่ความก้าวหน้าในเรื่องของอาชีพการงานและการยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาสังคมหรือเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีในการเป็นปัจจัยที่จะขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งทางการเมือง โดยเชื่อมั่นว่า ในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานหรือการนำเทคโนโลยีและทรัพยากรมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการติดต่อ การสื่อสาร หรือการส่งข้อมูล ด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ ปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาในปัจจุบันและในอนาคต

         นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า  ดังนั้น การดำเนินงานของรัฐบาลกำลังส่งเสริมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีความเร็วสูงมาผลักดันอย่างน้อย ๆ ใน 4 ด้าน คือ1.ด้านเศรษฐกิจที่มีความมั่นใจว่า ศักยภาพของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและทางธุรกิจโดยอาศัยเรื่องของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพอยู่มากและยังไม่ได้ใช้ โดยเฉพาะการที่เราจะต้องสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยและการรับรองในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันได้มีกฎหมายแล้วและกำลังมีการเร่งรัดในการออกกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวก รวมไปถึง การจัดตั้งหน่วยงานเพิ่มเติมเพื่อให้มีบุคลากรที่รับผิดชอบทางด้านนี้เป็นการเฉพาะ

       นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า2.ในส่วนของบริการของรัฐบาลนั้น การที่จะเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆของรัฐบวกกับการที่รัฐสามารถให้บริการแก่ประชาชน โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะนำไปสู่การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพของบริการทางภาครัฐ    3.รัฐบาลกำลังผลักดันในการใช้เทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพและการสาธารณสุข  4.การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ของการเรียนรู้และการศึกษาในภาพรวม ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบหรือการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมสนับสนุนอย่างมาก

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทยนั้น ถือเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาโดยตลอด และมักจะถูกตำหนิว่า การส่งเสริมหรือเอื้ออำนวยให้เกิดการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้นั้น ยังทำได้ช้ากว่าหลายต่อหลายประเทศ ทั้งที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่เป็นคู่แข่งขัน หรือแม้กระทั่งประเทศที่มองว่า มีระดับของการพัฒนาที่ต่ำกว่าเรา ปัญหาเหล่านี้คงหนี้ไม่พ้นข้อเท็จจริงที่ว่า เทคโนโลยีนี้ต้องอาศัยการลงทุนสูงแต่อาจจะมีต้นทุนในการประกอบการตามปกติต่ำ

         นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ดังนั้น การกำหนดกรอบ กติกา และสภาวะแวดล้อมการแข่งขันในช่วงแรกจะเป็นกติกาที่มีความสำคัญมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลพยายามสนับสนุนแนวทางที่จะใช้เทคโนโลยีให้เกิดความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎหมาย

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ ได้มีประสบการณ์ที่หลากหลายกันไป ทั้งในเรื่องของการเปิดประมูลคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเป็น 3G หรือในระดับที่สูงกว่าหรือต่ำกว่า ซึ่งบทเรียนทั้งหลาย ตนมั่นใจว่า ทางคณะกรรมการ กทช. ได้มีการนำมาเพื่อประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดกติกาในการแข่งขันต่อไป พร้อมๆ กับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการในยุคปัจจุบันซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของการประกอบกิจการซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่มีความรวดเร็ว

 "รัฐบาลเองก็มีมาตรการและมีนโยบายที่จะให้การเปลี่ยนผ่านมีความเป็นธรรม พร้อม ๆ กับการไม่ตัดโอกาสพี่น้องประชาชนในการที่จะได้รับบริการในราคาถูกและมีความเป็นธรรมในเรื่องของการแข่งขัน เพราะฉะนั้น การดำเนินการของรัฐบาลก็จะสนับสนุนทางคณะกรรมการฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว" นายกรัฐมนตรีกล่าว

         นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT หรือ 3.9 G ซึ่งจะกระตุ้นการเติบโตของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทย โดยการออกใบอนุญาต 3.9 G ได้มีการกำหนดแนวทางและเป้าหมายในการออกใบอนุญาตเพื่อส่งเสริมการแข่งขันและการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งส่งผลให้เกิดการสร้างเครือข่ายและการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับอัตราค่าบริการที่เหมาะสม ได้รับการบริการที่มีคุณภาพที่ดีและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยให้เกิดการใช้งานทรัพยากรสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศไทยในการผลักดันและการสนับสนุนการผลิต การวิจัยและการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในมิติการผลิตอย่างจริงจัง

           นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า  เพราะกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะนำไปสู่การขยายตัวอย่างมาก ในการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงที่จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์และเท่าเทียมกัน ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน เพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำของช่องว่างการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทและเมือง โดยที่ประชากรกว่าร้อยละ 80 ของประเทศ จะได้รับบริการของโครงข่าย 3.9 G ภายในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมอย่างเท่าเทียมกันในทุกชนชั้น รวมถึงการออกใบอนุญาตประกอบกิจการเคลื่อนที่ 3.9 G จะส่งผลด้านบวกต่อเศรษฐกิจ สังคมอย่างสร้างสรรค์ในภาพรวมด้วย และจะมีผลต่อการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ถึงประมาณ 480,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาอนุญาต 15 ปี