
ห้องสมุดดิจิทัลทั่วไทยหนทางยังอีกยาวไกล...
ยุคก่อนมีอินเทอร์เน็ต เวลาต้องทำรายงานสักเรื่อง นักเรียนนักศึกษาต่างมุ่งหน้าไปยังห้องสมุดโรงเรียน หรือห้องสมุดจังหวัด แต่นักเรียนยุคดิจิทัลทำรายงานและการบ้างง่ายๆ ด้วย กูเกิล กับวิกิพีเดีย
แค่เอาเมาส์ลากคัดลอกเนื้อความแล้วเอามาแปะบนโปรแกรมไมโครซอฟท์ เวิร์ด ก็ได้รายงานฉบับตัดแปะไปส่งครูแล้ว
ถึงกูเกิล และวิกิพีเดีย สามารถอำนวยความสะดวกด้านสืบค้นข้อมูล แต่ในแง่ความถูกต้องแล้ว นักเรียนและนักศึกษาจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้วยตัวเองจากหลายแหล่ง หากรู้มาผิด เวลาเอาไปใช้ก็ผิด
ดร.พงศ์ธวัช ชีพพิมลชัย นักเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) เชื่อว่า เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ แต่ยังขาดสื่อและคลังความรู้ที่ดีพอ แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ จะพยายามสร้างคลังข้อมูลออนไลน์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่กลับพบว่าข้อมูลจำนวนมากกระจัดกระจาย และเมื่อขาดการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องคลังความรู้ก็จะหายไปในที่สุด
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศ.ดร.วิลาศ วูวงศ์ อาจารย์จากเอไอที ได้เสนอแนวทางเพื่อลดช่องว่างทางการเรียนรู้ของเยาวชนไทย ผ่านโครงการแบ่งกันรู้ ร่วมกันคิด เพื่อสร้างคลังความรู้ประเทศไทย โดยมีลักษณะเป็นเครือข่ายระบบเปิด ภายใต้ชื่อคิดดี (Kids-D) โดยพัฒนาระบบไอทีสร้างเป็นห้องสมุดดิจิทัลเพื่อการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2550
“คิดดี หรือ KIDSD มาจาก Knowledge หรือความรู้ บวกกับ Imagination จินตนาการ Discovery การค้นพบสิ่งใหม่ และที่สำคัญคือการ Sharing บนฐานของ Digital หรือเทคโนโลยี” เขาอธิบายความหมายตัวอักษรย่อ
แนวความคิดสร้างคลังความรู้ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ที่เข้าร่วมสร้างต้นแบบคลังความรู้ร่วมกัน จนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
โครงการดังกล่าวเป็นความพยายามสร้างคลังข้อมูลโดยเปิดให้หน่วยงานที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และต้องการที่จะแบ่งปัน กว่า 15 หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ เอ็นจีโอ ห้องสมุดแห่งชาติ รวมถึงห้องสมุดของสถาบันการศึกษา นำความรู้ที่เก็บไว้ในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลทั้งภาพ เสียง และเอกสารตัวอักษร มารวมไว้บนคลังเดียวกัน และสร้างมาตรฐานเดียวกันในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการจัดการอย่างเป็นระบบ เข้าถึงได้ง่ายผ่านเว็บไซต์ http://dl.kids-d.org/
“ในอนาคตเราอยากเห็นภาพการค้นหาข้อมูลความรู้เปลี่ยนไป จากที่เคยเดินเข้าห้องสมุดหลายแห่งเพื่อค้นหาข้อมูลที่ต้องการเปลี่ยนเป็นค้นหาข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์เพื่อดูว่าข้อมูลที่ต้องการอยู่ที่ใด หรือมีเนื้อหาดิจิทัลจัดเก็บไว้หรือไม่” เขากล่าว
ปัจจุบัน ห้องสมุดจำนวนมากกว่า 300 แห่ง เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บหนังสือในรูปแบบดิจิทัล เพื่อสะดวกต่อการเก็บรักษาโดยเฉพาะหนังสือเก่าที่ควรค่าต่อการสะสม
อย่างไรก็ตาม เอกสารสืบค้น เอกสารอ้างอิงที่ถูกแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัลยังมีจำนวนเพียงหยิบมือ ทั้งที่มีหอสมุดแห่งชาติเป็นแนวร่วมเครือข่ายหลัก รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม คลังห้องสมุดแห่งชาติยังต้องการหนังสือดิจิทัลจากหลายหน่วยงาน
อนาคตหากหอสมุด และห้องสมุดทั่วประเทศสามารถระดมสรรพกำลังสแกนหนังสือล้ำค่าประดามีในอาคารหอสมุดมาเป็นคลังความรู้ดิจิทัลจะช่วยเปิดโอกาสการเรียนรู้การสืบค้นได้ไพศาล
จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา



