
มือถือยุค3จีชีวิตมีแต่ด้านดีๆ
งวดใกล้เข้ามาทุกทีกับการประมูลคลื่นความถี่ยุคความเร็วสูงหรือ 3 จี และเพื่อไล่ให้ทันกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น ฟินแลนด์ และเดนมาร์ก ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยเลยขอก้าวไปกระทบไหล่ 3.9 จีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
แล้วทำไมต้อง 3.9 จี ทำไมไม่เป็น 3 จี หรือ 4 จี มันเสียเลย ดูกั๊กๆ พิกล
ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือทรีดี้ (TRIDI) ให้คำตอบว่า...
“3.9 จี เป็นการปรับปรุงจาก 3 จีที่จะวิ่งที่ความเร็ว 7.2 เมกะบิต ให้มีความเร็วเพิ่มสูงขึ้นเป็น 42 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ อุตสาหกรรมสื่อสารและโทรคมนาคมจะครึกครื้น มีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย”
สรุปแล้ว 3.9 จี เร็วกว่า 3 จีหลายเท่าตัว แถมยังแซงหน้าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือเอดีเอสแอลที่หลายบ้านเชื่อมต่อผ่านโมเด็มด้วย
ผู้อำนวยการทรีดี้มองว่า 3 จีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเมืองไทย เพราะคนยังเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไม่ทั่วถึง จากปัจจุบันที่มีเพียง 3.2 ล้านเลขหมาย หากขยับมาเป็นบรอดแบรนด์ไร้สายยุค 3 จี และครอบคลุมทั่วประเทศจะเป็นช่องทางที่คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้มากขึ้นตามเป้าที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตั้งเป้าไว้ที่ 80% ของประชากร
สำหรับคนที่กังวลด้านราคา คงไม่ต้องห่วงว่า 3 จี หรือ 3.9 จี จะราคาแพง เพราะผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินใจ และผู้ให้บริการต้องแข่งขันกันเพื่อให้บริการที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้บริโภค
ความเร็วที่มากขึ้นของ 3.9 จี จะเป็นโอกาสดีสำหรับผู้บริโภคที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ที่จะช่วยให้เยาวชนค้นหาข้อมูลมาเสริมการเรียน หรือระบบอี-เลิร์นนิ่ง ขณะเดียวกันก็จะมีแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เข้ากับความต้องการและการใช้ชีวิตของคนที่หลากหลาย
“ทรีดี้เองก็พยายามสนับสนุนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับระบบ 3 จี และ 3.9 จี ด้วยการรวมกลุ่มนักพัฒนาไทย เพื่อสนับสนุนทั้งข้อมูล เงินทุน และผู้เชี่ยวชาญ ในขณะเดียวกัน เราก็มีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์ทดสอบแอพพลิเคชั่นมือถือ (Mobile Application Test Center) ที่จะทำหน้าที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแอพพลิเคชั่น และรับทดสอบแอพพลิเคชั่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นด้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบของศูนย์ดังกล่าว”
แม้เทคโนโลยีไร้สายจะมาแรงและดูเป็นที่ต้องการอย่างมาก หลายคนมองว่า เทคโนโลยีเก่า 2.5 จีอย่างเอดจ์ (Edge) หรือระบบมีสายจะล้มหายตายจากไปจากชีวิต ดร.สุพจน์แจงว่า คิดผิด เพราะทั้งสองแบบก็จะคงอยู่ต่อไป เอดจ์ก็จะมีอยู่ควบคู่กันไปเหมือนในต่างประเทศ ขณะที่ระบบบรอดแบรนด์ผ่านสาย ยังมีความจำเป็นสำหรับองค์กร สำนักงานต่างๆ ที่ต้องอาศัยเซิร์ฟเวอร์ และฐานข้อมูล (Database)
“หลายคนสงสัยว่า ทำไมเราถึงกระตือรือร้นกับ 3 จี หรือแม้แต่ 3.9 จี กันนัก เราจำเป็นต้องใช้ความเร็วมากขนาดนั้นจริงหรือ ก็ต้องบอกว่า หากมองย้อนไปถึง 2 จี เราใช้ความเร็วเพียง 384 กิโลบิต แต่ความเร็วที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกันได้กว้างไกลมากขึ้น เราสามารถพูดคุยกันแบบเห็นหน้า รายงานข่าวได้ทันสถานการณ์ และอื่นๆ อีกมาก ที่นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นจะเลือกและทำให้เกิดแอพพลิเคชั่นที่ตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันของเรา” ผู้อำนวยการทรีดี้กล่าวทิ้งท้าย
สาลินีย์ ทับพิลา



