
ออกจากงานทำขนมไทยขาย เน้นหมี่กรอบได้โอท็อป3ปีซ้อน
เพียงวันแรกในการขายขนมไทยในตลาดครูหวี ย่านถนนพระราม 3 เขตยานนาวา กรุงเทพฯ ทำให้สามี-ภรรยา "สุรัตน์ ผูกนิยม-ปวีณา อุไรรัตน์" มองว่าเส้นทางในการทำมาหากินใหม่กำลังเดินถูกทางแล้ว หลังทั้งคู่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือนประมาณเกือบ 10 ปี แต่มีรายได้รวมทั้งสองคนเดือ
สุรัตน์ เล่าว่า เดิมทีมีอาชีพเป็นช่างวางสายโทรศัพท์ทั้งบนดินและเคเบิลรวมถึงติดตั้งศูนย์บริการโทรศัพท์ ส่วนภรรยา "ปวีณา" เป็นเสมียนในบริษัทจัดหางานให้คนงานที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ ทำมาหลายมีรายได้รวมทั้ง 2 คน ไม่ถึง 2 หมื่นบาท ขณะที่ลูก 2 คน ล้วนต้องใช้เงิน จึงปรึกษาภรรยาว่าควรจะหางานใหม่ที่มีรายได้ดีกว่า โดยเฉพาะค้าขาย พอดีภรรยามีความชำนาญในการทำขนมไทยทุกอย่าง จึงออกมาทำขนมไทยไปขายที่ตลาดครูหวี ย่านพระราม 3 เขตยานนาวา ในปี 2544 ปรากฏว่า วันแรกที่นำขนมไทยจำพวก ตะโก้ ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ขนมชั้นและอื่นๆ รวมถึงหมี่กรอบสูตรโบราณไปขาย ขายได้เกือบ 2,000 บาท หักต้นทุนแล้วได้กำไรราว 1,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีพอสมควร เพราะคำนวณแล้วหากขายทุกวันจะมีรายได้ถึงเดือนละ 3 หมื่นบาท แต่ปัญหาคือที่ตลาดครูหวีขายเฉพาะวันพุธกับวันศุกร์เท่านั้น
สุรัตน์มองว่า ลำพังจะรอขายเฉพาะในตลาดครูหวีคงไม่เพียงพอ เพราะยังมีเวลาว่างอีก 5 วัน จึงชวนภรรยาออกไปสำรวจตลาดนัดบ้าง พอได้ที่จึงนำขนมไปขาย ตรงนี้เองทำให้รู้จักกับคนค้าขายด้วยกัน จึงมีการชักชวนออกงานต่างๆ ทำให้ตลาดเริ่มดีขึ้น ระยะหลังเน้นทำเฉพาะหมีกรอบสูตรโบราณใส่ซอสมะเขือเทศและส้มซ่า พอดีช่วงนั้นกระแสการนิยมสมุนไพรกำลังมาแรงจึงปรับสูตรหมี่กรอบสมุนไพรออกมาอีกสูตรหนึ่ง ใส่ใบมะกรูดทอดกรอบ โปรตีนเกษตร พริก และน้ำส้มมะขาม สำหรับคนที่กินเจ นอกจากนั้นมีหมี่กะทิอีกด้วย ขายทั้งตลาดนัดและส่งให้ลูกค้าตามสำนักงานหรือออฟฟิศที่สั่งเข้ามาครั้งละหลายกล่องด้วย
ปีผ่านไปครอบครัวของสุรัตน์ทำขนมไทยขาย จนมีวันหนึ่งเจ้าหน้าที่จากเขตลาดกระบัง ที่ซื้อหมี่กรอบไปรับประทาน ไปแนะนำให้ทำในนามของกลุ่ม เพื่อจะได้จดทะเบียนเป็นสินค้าชุมชน จึงรวบรวมเพื่อนบ้านในชุมชนการเคหะแห่งชาติร่มเกล้า โซนหลังคาแดงได้ 10 คน ตั้งกลุ่มอาชีพอนุรักษ์ขนมไทย โดยสุรัตน์ เป็นประธานกลุ่ม เพื่อร่วมกันทำผลิตภัณฑ์หมี่กรอบสูตรโบราณ หมี่กรอบสูตรสมุนไพร และหมี่กะทิ ติดเครื่องหมายการค้า หรือยี่ห้อ หมี่กรอบลาดกระบัง กระทั่งปี 2546 ส่งประกวดในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป จนได้รับการคัดเลือกเป็นสินค้าโอท็อปประดับ 3 ดาว ปีถัดมาส่งอีก ก็ได้ 3 ดาวอีก และส่งครั้งสุดท้ายในปี 2549 ได้ระดับ 4 ดาว หลังจากนั้นไม่ได้ส่งประกวดอีก เนื่องจากย้ายที่อยู่ใหม่จากชุมชนเคหะร่มเกล้าไปอยู่ที่แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ นั่นเอง
ด้านปวีณา บอกว่า มีความรู้ในการทำขนมไทยมาจากคุณยาย ที่มีอาชีพทำขนมไทยขาย เมื่อครั้งที่อยู่เขตพญาไท จึงทำขนมไทยเป็นมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนหลังที่เลือกทำเฉพาะหมีกรอบ เพราะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งของการทำขนมไทยซึ่งเป็นขนมสด ต้องขายวันต่อวันหากไม่หมดต้องทิ้ง จึงคิดว่า น่าจะเน้นไปที่หมีกรอบ หมี่กะทิดีกว่า ซึ่งสามารถเก็บได้หลายวัน จึงเน้นเฉพาะหมี่กรอบ จนได้รับเลือกเป็นสินค้าโอท็อป และตอนหลังพนักงานห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ชักชวนให้นำไปขายในห้างเดอะมอลล์ทุกสาขา ในช่วงที่ห้างจัดโปรโมชั่นครั้งละ 7-10 วัน
"พอเราได้โอท็อปแรกๆ อะไรๆ ก็ดีหมด มีโอกาสออกร้านตามงานใหญ่ๆ ที่รัฐบาลจัด และเขตจัด โดยไม่ต้องเสียค่าที่ อย่างสมัยรุ่งเรื่องราวปี 2547 ไปออกบูธที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี ขายได้วันละถึง 3.5 หมื่นบาท ที่สำคัญส่งผลให้เรามีลูกค้าประจำที่กินยาวด้วย คือมีลูกค้าประจำ ซึ่งตอนนี้ที่ต้องส่งทุกอาทิตย์มีอยู่ 2 เจ้าคือที่ตลาด 100 ปีคลองสวน จ.ฉะเชิงเทรา อาทิตย์ละราว 300-400 กล่อง และที่ร้านโรตีสายไหมอิมรอน ที่ จ.พระนครศรีอยุธยาอีก 300-400 กล่อง นอกจากนี้มีลูกค้ารายย่อยอีกจำนวนหนึ่งที่สั่งครั้งละ 30-50 กล่อง มีทั้งส่งเองและส่งทางไปรษณีย์ด้วย แต่ตลาดหลักยังเน้นในการออกงานมากกว่า" ปวีณา กล่าว
ปัจจุบันหมี่กรอบทั้งสูตรโบราณ สูตรสมุนไพร และหมี่กะทิ ภายใต้เครื่องหมายการค้าหมี่กรอบลาดกระบัง บรรจุกล่องพลาสติกมี 2 รูปแบบ คือกล่องเหลี่ยมและกล่องรูปแบบกลม มี 2 ขนาด คือขนาดเล็ก 120 กรัมขายส่งกล่องละ 17 บาท ขายปลีกกล่องละ 25 บาท อีกขนาดเป็นขนาด 200 กรัม ขายส่งในราคากล่องละ 28 บาท ขายปลีก 40 บาท ทุกวันแม้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ปวีณา บอกว่ายังพอขายได้อาทิตย์ละราว 1.5-2 หมื่นบาท
ถือเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความเข้มแข็งด้านการตลาดอีกกลุ่มหนึ่ง แม้ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อการผลิตอาหารประเภทของฝากหรือของกิน แต่ด้วยคุณภาพ และความอร่อยของ "หมี่กรอบลาดกระบัง" สามารถขายได้ถึงวันนี้
ทำหมี่กรอบ"สมุนไพร"กินเองได้
สำหรับหมี่กรอบสูตรสมุนไพรตามแบบฉบับ "หมี่กรอบลาดกระบัง" วัตถุดิบที่ต้องเตรียมคือ
1.หมี่ขาว (ไหวไหว) บรรจุถุง จำนวน 3 กก.
2.น้ำมันพืช 3 กก.
ส่วนประกอบที่เพิ่มรสชาติหรือเครื่องปรุง
1.น้ำตาลปี๊บ 3 กก.
2.มะขามเปียก 1 กก.
3.เกลือป่น 60 กรัม
4.โปรตีนเกษตร ใบมะกรูด พริกแห้ง ตามที่ต้องการ
วิธีทำ
เทน้ำมันลงกระทะขณะที่ไฟแรง จนน้ำมันมีควันขึ้นเล็กน้อย นำเส้นหมี่ใส่ลงในน้ำมันทีละแพ สังเกตดูพอเหลือง จึงยกมาสะเด็ดน้ำมันจนแห้งและปล่อยให้เย็น จนกว่าจะหมดทั้ง 3 กก.
ส่วนเครื่องปรุง นำเครื่องปรุงทั้งหมดลงกระทะ ใส่น้ำพอเหมาะ เคี้ยวจนเหนียว จากนั้นนำเส้นหมี่ที่ทอดแล้วลงกระทะให้จม ยกขึ้นมา ปล่อยให้เย็น ทำจนหมด
สำหรับเครื่องปรุง นำโปรตีนเกษตร ใบมะกรูด และพริกแห้ง มาทอดให้กรอบ นำหมี่กรอบใส่จาน โรยโปรตีนเกษตรให้พอดี หากมากไปต้นทุนจะสูงตาม พร้อมกับโรยใบมะกรูด ราว 5-7 ใบ และพริกทอด 3-6 เมล็ด สามารถนำรับประทานได้
"ดลมนัา กาเจ"



