ไลฟ์สไตล์

"ข้าวถุง"ลุ้นขึ้นราคาสิ้นปี5-10บาท ซีพีประเมินแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้น10%

"ข้าวถุง"ลุ้นขึ้นราคาสิ้นปี5-10บาท ซีพีประเมินแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้น10%

09 ก.ย. 2553

ข้าวถุงยื่นพาณิชย์ขอปรับราคา คาดสิ้นปีนี้ขึ้น 5-10 บาทต่อข้าวถุงขนาด 5 กิโลกรัม ชี้ราคาข้าวทั้งในตลาดไทยและโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประเมินสินค้าเกษตรมีโอกาสปรับราคาขึ้น 10% เหตุทั่วโลกเจอภัยธรรมชาติมากขึ้น

 นายสุเมธ เหล่าโมราพร กรรมการผู้จัดการบริษัทซีพี อินเตอร์เทรด กล่าวว่า ขณะนี้ได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาข้าวถุงไปยังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อทราบการปรับขึ้นราคาตามระเบียบบัญชีสินค้าติดตามพิเศษ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะมีการพิจารณาตามต้นทุนที่แท้จริง โดยภายในสิ้นปีนี้ราคาข้าวถุงจะปรับขึ้น 3-5% หรือเฉลี่ยประมาณ 5-10 บาทต่อข้าวถุงขนาด 5 กิโลกรัม เป็นไปตามราคาข้าวในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าราคาข้าวหอมมะลิในตลาดโลก 950-1,050 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากเมื่อต้นปี 2553 ราคาอยู่ที่ 950 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากหลายประเทศหันมาซื้อข้าวจากประเทศไทย เพราะราคาข้าวไทยมีคุณภาพและราคาแตกต่างจากข้าวเวียดนามเพียงแค่ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเท่านั้น

 "ประกอบกับผู้ซื้อเชื่อว่าราคาข้าวได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วจึงหันกลับเข้ามาสั่งซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น คาดว่าในปีนี้จะมีการส่งออกข้าวไทย 8.5 ล้านตัน ถึง 9 ล้านตัน แต่มูลค่าลดลงเหลือ 1.59 แสนล้านบาท หรือลดลง 9% เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้มูลค่าของสินค้าเกษตรไทยลดลง" นายสุเมธกล่าว

 ทั้งนี้ ประเทศคู่แข่งส่งออกข้าวของไทยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติทำให้ผลผลิตลดลง อาทิ อินเดีย ยังห้ามส่งออกข้าวบาสมาติ และเวียดนาม ก็คาดว่าจะส่งออกเท่าเดิมคือ 5-6 ล้านตัน ส่วนกัมพูชาไม่ได้เพิ่มผลผลิต เพราะยังมีปัญหาระบบชลประทาน เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา และน้ำในแม่น้ำโขงลดลง หลังจากจีนสร้างเขื่อนทำให้กระทบพื้นที่เพาะปลูกของเวียดนามและกัมพูชา

 สำหรับบริษัทซีพีส่งออกไปแล้ว 2.2 แสนตัน ในรอบ 6 เดือน ของปี 2553 โดยได้มีการทำการตลาดเชิงลึกกับประเทศคู่ค้า เช่น แอฟริกา อาทิ ไนจีเรีย เซเนกัล ไอเวอรีโคสต์ ที่ต้องการข้าว และแม้ยอดส่งออกของประเทศไทยตกลง แต่ยอดส่งออกของซีพีไม่ตก เพราะมีการทำยุทธศาสตร์การตลาด

 ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาอาวุโส กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ราคาสินค้าเกษตรไทยและสินค้าเกษตรโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น 10% เนื่องจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และมีผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกด้วย ซึ่งประเทศไทยต้องมีการพัฒนาโครงสร้างสินค้าเกษตรให้สมดุล ทั้งพืชที่เพาะปลูกเพื่อเป็นอาหารและส่งออก รวมไปถึงพืช 3 ชนิด ได้แก่ อ้อย ปาล์ม และมันสำปะหลัง ที่จะเป็นพื้นที่เพาะปลูกให้เพียงพอรองรับความต้องการพลังงานทดแทนที่มีสัดส่วนจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

 “รัฐบาลต้องมีการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่มุ่งเน้นไปที่การพยุงราคาสินค้าเกษตรถึง 5-6 หมื่นล้านบาท ให้เน้นไปที่การปลูกพืชให้มีคุณภาพ มีผลผลิตที่ดี และรักษาสิ่งแวดล้อม ตามความต้องการที่ทั่วโลกต้องการ โดยให้ความรู้ เพื่อสร้างการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรมากกว่าจะเน้นเพียงราคาเพียงอย่างเดียว” นายพรศิลป์กล่าว