
"สมัย ลิ้มวัชราภรณ์"ใช้น้ำหยดสู้เพลี้ยแป้ง
นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 จนถึงต้นปี 2553 ได้เกิดภัยพิบัติฉุกเฉินขึ้นกับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังครั้งใหญ่ ด้วยการระบาดของเพลี้ยแป้ง ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ แต่สำหรับ "สมัย ลิ้มวัชราภรณ์" เกษตรกรผู้ปลูกมันสำป
สมัยบอกว่า ได้เปลี่ยนการปลูกมันสำปะหลังจากเดิม ซึ่งดำเนินการมากว่า 13 ปี มาเป็นการปลูกด้วยระบบหยดน้ำ โดยได้รับการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจคือ สามารถลดการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งมันถึง 30% จากเดิมลดได้เพียง 10% เท่านั้น แต่สิ่งที่ติดตามมาหลังนำระบบน้ำหยดมาใช้ และถือได้ว่าเหนือความคาดหมายก็คือ สามารถเพิ่มผลผลิตจากเดิม 5 ตันต่อไร่ มาเป็น 7-8 ตันต่อไร่ สามารถลดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากเดิม 12 เดือน มาเป็น 7-8 เดือนต่อครั้ง
ที่สำคัญยังสามารถขายผลผลิตได้ในอัตราตันละ 3,500 บาท โดยมีพื้นที่ปลูกจำนวนทั้งสิ้น 20 ไร่ ทำให้มีรายได้สุทธิ 356,000-400,000 บาทต่อปี และยังได้รับการเก็บเกี่ยวผลผลิตมาแล้วถึง 2 ครั้ง ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี นอกจากนี้การปลูกด้วยระบบหยดน้ำ จะทำให้ผลผลิตต่อกอมีอัตราเติบโตกว่าเดิมถึง 60 เท่า สามารถขายท่อนพันธุ์ได้ท่อนละ 3 บาท จากเดิมขายได้ท่อนละ 1 บาท หรือต่ำกว่านั้น
เกษตรกรคนเดิมยังยอมรับด้วยว่า การปลูกมันสำปะหลังด้วยระบบหยดน้ำ นอกจากแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งแล้ว ยังช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรได้อีกด้วย ทำให้ครอบครัวในวันนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทันตา หลังจากต้องประสบกับปัญหารอบด้านมายาวนานกว่า 20 ปี
"สุรัตน์ อัตตะ"



