
โลกใบนี้ดนตรีไทย-ชินคันเซนถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง
เป็นคำพูดที่นิยมพูดกันในสมัยก่อนและคำว่า ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง นั้นเป็นคำพูดที่ล้อเลียนเสียงวิ่งของรถไฟที่บ้านเราซึ่งมีความหมายว่า ไปเรื่อยๆถึงเมื่อไหร่ก็ช่างมัน หรืออีกนัยหนึ่งว่า การโดยสารรถไฟของบ้านเรานั้นจะต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่ารถยนต์แต่ในบางที่บาง
ลูกศิษย์ที่บ้านผมอยู่ที่จ.ฉะเชิงเทรา เวลาเขาเดินทางจากบ้านผมที่อยู่หนองแขมก็จะขึ้นรถเมล์สาย 7 ซึ่งปลายทางอยู่แถวบ้านผมพอดี แล้วก็นั่งสุดสายที่หัวลำโพง ใช้เวลา2 ชั่วโมง แล้วก็นั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปลงที่จ.ฉะเชิงเทราอีก 2 ชั่วโมง ถ้าคำนวณเวลาดีให้พอดีกับรถไฟออกก็ใช้เวลาไม่เกิน4 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้านั่งรถเมล์จากหนองแขมไปเอกมัยเพื่อที่จะนั่งรถรถโดยสาร บขส.ไปแปดริ้วเอาแค่คิดว่าจะนั่งรถเมล์ยังไงให้ไปถึงเอกมัยก็คิดไม่ออกแล้ว แต่ถ้านั่งรถเมล์แล้วไปต่อรถไฟฟ้าก็จะสะดวกขึ้นแต่ถ้าคำนวณเวลาแล้วก็คงจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ค่าโดยสารนั้นจะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก
ที่ประเทศญี่ปุ่นมีรถไฟ ชินคันเซน หรือที่ชอบเรียกกันว่ารถไฟหัวจรวดซึ่งไม่ใช่ถึงก็ช่างแบบบ้านเราเพราะว่าความเร็วของรถไฟชิงคันเซนวิ่งได้ 480 กิโลเมตรต่อชั่วโมงความเร็วนั้นเกือบจะเท่ากับเครื่องบินโดยสารภายในประเทศ แต่ค่าโดยสารรถไฟหัวจรวดนั้นไม่ต่างอะไรกับเครื่องบินภายในประเทศ และถ้าในระยะทางไม่ไกลมากการโดยสารรถไฟชินคันเซนจะถึงที่หมายเร็วกว่าเครื่องบินโดยสาร อย่างเช่นการเดินทางจากโอซากาไปโตเกียวนั้น สถานีรถไฟจะจอดอยู่ในเมืองใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงและรถไฟชินคันเซนวิ่งไปโตเกียวอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมง ก็ถึงเมืองโตเกียวเพราะสถานีรถไฟที่โตเกียวก็จะอยู่ในเมืองโตเกียวเหมือนกัน สะดวกรวดเร็วกว่าเครื่องบินซึ่งจะใช้เวลาเดินทาง1 ชั่วโมง แต่ถ้านับเวลาเดินทางไปสนามบินทั้งที่โอซากาและโตเกียวต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง จึงทำให้ค่าโดยสารของเจ้ารถไฟชินคันเซนมีราคาแพงระยับไม่แพ้เครื่องบินโดยสาร และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้สมาชิกในวงของผมอีก 3 คน ไม่ได้ร่วมเดินทางไปเมืองนาโกยากับผม ซึ่งก็จะมีเสียงโอดครวญด้วยความเสียดายที่แตกต่างกันออกไปโดยคุณม็อคมือเบสบอกผมว่า พี่เคยดูหนังญี่ปุ่นที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักวัยรุ่นไหม ผมก็ตอบกลับไปว่าเคยดูแต่ไม่ค่อยชอบว่ะ ซึ่งผมก็ยังงงๆว่ามันเกี่ยวอะไรกับเมืองนาโกยา คือญาติของผมเขาเคยทำงานที่นาโกยาเขาบอกว่านักเรียนที่นั่นแต่งตัวเหมือนกับในหนังที่เราเคยดูที่บ้านเราเลยครับ ผมฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะหึๆอยู่ในใจ ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่ฟังแล้วไม่น่าสงสารแต่อย่างใด
รุ่งเช้าของวันที่ 29 กรกฎาคม ผมจึงมุ่งหน้าไปเมืองนาโกยาพร้อมด้วยคุณโด่ง ททท.และน้องทีมซึ่งเป็นนักเรียนไทยในโอซากาที่ทำหน้าที่เป็นไกด์นำทาง ซึ่งผมเดินทางด้วยรถแท็กซี่ไปสถานีรถไฟใช้เวลาครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นคุณโด่งและน้องทีมก็ต้องทำหน้าที่เป็นเด็กยกระนาดของผม ช่วยกันถือกล่องใส่รางระนาดคนละข้างส่วนผมมือขวาก็เดินลากกระเป๋าใส่ผืนระนาดมือซ้ายก็ถือขาตั้งระนาดเดินมุ่งหน้าไปยังชานชาลาเพื่อรอรถไฟชินคันเซนที่วิ่งล่องมาจากโตเกียวถึงโอซากาแล้วก็ผ่านลงมาเกียวโตและนาโกยาตามลำดับซึ่งใช้เวลา10 นาที ก็ถึงเกียวโต และอีก 30 นาที ก็ถึงเมืองนาโกยา สรุปแล้วเจ้าชินคันเซนใช้เวลาเดินทางจากเมืองโอซากาไปเมืองนาโกยาเพียงแค่ 40 นาทีเท่านั้นเอง ซึ่งน้องทีมบอกผมว่าถ้าเราขับรถไปจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ แต่ถ้าจะพูดถึงเจ้าชินคันเซนแล้ว ผมเองก็เคยนั่งมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ถ้าบอกกันตรงๆแล้วผมชอบรถไฟที่ประเทศอังกฤษของบริษัทเวอร์จิล ที่วิ่งจากลอนดอนไปแมนเชสเตอร์มากกว่าโดยความเร็วอาจจะเป็นรองนิดหน่อย คือ 380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ความหรูหราสวยงามภายในห้องโดยสารของที่อังกฤษนั้นเหนือกว่ามากมายก่ายกอง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าชินคันเซนนั้นไม่สวยงาม เพียงแต่ว่ารถไฟที่อังกฤษข้างในมันเหมือนยานอาวกาศไปทุกอย่างโดยเฉพาะประตูห้องน้ำนั้น ต้องบอกว่าสุดยอดของความไฮเทค
เจ้าชินคันเซนพาผมทั้ง 3 คนมาถึงที่เมืองนาโกยาในเวลาประมาณ 10 นาฬิกาซึ่งผมจะต้องทำการแสดงในเวลา 13 นาฬิกา จึงทำให้เรามีเวลาเดินทอดน่องได้อย่างสบายๆและทันทีที่ผม 3 คนเดินลงมาจากสถานีรถไฟเพื่อมาขึ้นรถแท็กซี่ไปยังสถานที่แสดง สิ่งที่ผมเห็นแล้วสะดุดตาเป็นสิ่งแรกก็คือ กลุ่มนักเรียนสาวที่เดินผ่านไปผ่านมามันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเจ้าม็อคมือเบสขึ้นมาทันที ก็คือการแต่งตัวของนักเรียนที่นี่มันช่างเหมือนกับที่ผมเคยเห็นในหนังญี่ปุ่นทางช่อง41ของทรูฟิล์มเอเชีย มันสมคำร่ำลือจริงๆเลยครับ เดี๋ยวเอาไว้ฉบับหน้าผมจะบอกว่าผมคิดยังไงกับกลุ่มนักเรียนสาวที่เมืองนาโกยาครับ...สวัสดีครับ
ขุนอิน
7/ 09/ 53



