ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-ผู้หญิงคนนั้นชื่อ … ป้าหวี (II)

เล่นหูเล่นตา-ผู้หญิงคนนั้นชื่อ … ป้าหวี (II)

06 ก.ย. 2553

การครอบครองอาณาจักร 3 ไร่ ท้ายซอยของป้าหวีนั้นมิได้ทำให้ป้าเวิ้งว้างหรือเดียวดาย แต่กลับทำให้ป้าหวีมีกิจกรรมทำล้นมือมากมายอย่างลับๆ … แกไม่ได้แอบเปิดบ่อนหรือซ่องสุมสิ่งผิดกฎหมายใดๆ หากแต่สิ่งที่แกทำนั้นหามีผู้ใดรู้เห็นด้วยหรือไม่

แม้แต่ลูกหรือผัว เพราะระบบวิธีจัดการอันลึกลับซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นวิธีจัดเก็บค่าเช่า ราคาเท่าไหร่? ห้องไหนใครอยู่? ใครย้ายหนีหรือค้างค่าเช่า? ต้องถามเอาที่ป้าหวีแต่เพียงผู้เดียว นี่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับป้าหวี ลูกบ้านคงเชิดหนีสบายฉิบ

 “เคยมีคนเดินมาถามขอเช่าบ้าน หนูก็ไม่รู้จะบอกยังไง แม่ไม่เคยบอกให้รู้เรื่องพวกนี้ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามีห้องว่างรึเปล่า? ต้องบอกให้เขามาถามเอาใหม่เวลาที่แม่อยู่ … ”

 ความที่เป็นเวิร์กกิ้งวูเมนตั้งแต่สมัยยังสาวทำให้ป้าหวีเป็นคนชอบทำอะไรด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งพาใคร สิ่งใดๆ ที่ป้าหวีทำแกจึงรู้ดีอยู่คนเดียว จะเรียกว่างุบงิบก็คงได้ ป้าหวีไม่ชอบทำตัวเป็นภาระของใคร แกไม่เคยต้องเรียกใช้ลูกผัวไม่ว่าเรื่องใด วันไหนครึ้มใจจะทำอาหารไปถวายพระก็จะโหนรถเมล์ไปตลาดแพตาท้วมที่ห่างออกไปไม่ไกล ทั้งๆ ที่มีรถเก๋งคันใหญ่ (แต่เก่าและฝุ่นเขรอะ) ก็จอดนิ่งอยู่ในโรงจอดรถ แกหอบของพะรุงพะรังกลับมาเองโดยอาศัยโบกรถแท็กซี่ ผิดกันลิบลับกับแม่ของฉันที่กว่าจะออกไปไหนแต่ละทีมโหรีปี่พาทย์ต้องโหมโรงกันยกใหญ่ คนในบ้านก็ต้องวึ่นวือตามขบวนจนแทบจะปูลาดพรมแดง ขากลับนั้นก็แสนจะหนักหนาสาหัสทั้งๆ ที่มีรถ 7 ที่นั่งก็ยังไม่พอจะบรรทุก ลูกๆ ต้องช่วยกับหอบของที่แม่ซื้อเอา! … ซื้อเอา! จนหลังแอ่น ร่ำๆ จะต้องใช้ปากคาบถูลู่ถูกังมาใส่ท้ายรถ อาการยัดทะนานจะเกิดขึ้นในบัดดล ส่วนห้องโดยสารที่โอ่อ่าบัดนี้เบียดเสียดยัดเยียดทั้งคนและของที่กองบนตักจนรถจะทะลัก … เฮ้อ! แม่กู

 ป้าหวีลงมือทำอาหารยากๆ ที่ดูวุ่นวายในสายตาใครๆ อย่างเงียบๆ และเรียบง่ายคนเดียวในครัว ส่วนหนึ่งแบ่งไปถวายพระ อีกส่วนกลายเป็นลาภปากของลูกบ้านและคนในละแวกนั้น หากใครติดใจรสมือแล้วจะโทรมาถามวิธีทำป้าหวีก็ยินดีจะบอกรายละเอียดถี่ยิบราวกับทำอาหารให้กินในหู … อือ! ทนเอาหน่อยแต่อร่อยอย่าบอกใคร เรื่องความใจบุญ ใจดี และใจกว้าง ดูช่างขัดกับบุคลิกของหญิงชราวัย 74 ร่างใหญ่ ผิวคล้ำ สวมแว่นสายตาที่ดูเคร่งขรึมยามที่เดินเอามือไพล่หลังตรวจตราความเรียบร้อยในบ้านสวนของแก หากมองเพียงผิวเผิน … แต่เมื่อใดที่ป้าหวีหัวเราะเสียงแกเบิกบานราวฝนอันชุ่มฉ่ำที่ทำให้ดอกไม้บาน … บาน … บานแฉ่ง! เพราะป้าหวีจะหัวเราะนานและดังขึ้นเรื่อยๆ หัวเราะอร่อยพอๆ กับอาหารฝีมือป้าแก คนหัวเราะเสียงดังมักใจดีและเปิดเผย (ฉันว่า)

 “อีดำ … มานี่ซิ มาเอาตุ๊กตากับยาคูลท์ไปกิน”

 เสียงดังฟังชัดของป้าหวีเหมือนว่าจะดุแต่ใจดี แกจะเมตตาเอ็นดูเด็กๆ ที่มาวิ่งเล่นในบริเวณบ้านแก มันเยอะแยะจนจำชื่อเด็กๆ ไม่ไหว แกก็เลยตั้งเองเอาตามใจ น้องกระแตแกเรียกว่า อีดำ! (ป้าหวีใจร้าย!) ส่วนลูกบ้านคนไหนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แกก็จะเรียกมานวดขัดดอกเวลาเมื่อย บ้านไหนไม่มีจะกิน แกก็ให้ข้าวกิน อย่างเช่น “น้าชู” คนรถกำมะลอของป้าหวีที่มักจะส่งค่าเช่าล่าช้าจนงวดชนงวดแล้วก็ยังไม่มีสตางค์มาจ่าย ป้าหวีก็จะใช้ให้มาขับรถให้เวลาที่ต้องออกงาน จากงานแต่งยันงานศพ (อันหลังนี้ถี่ ป้าหวีไปเผาผีเพื่อนๆ ทีละคน) “ตาน้อย” ลูกบ้านของป้าหวีที่เมียหนีเพราะขี้เมา (หนีไปมีผัวใหม่เสียเลย) ปล่อยให้ตาน้อยสู้ชีวิตอยู่คนเดียวแต่ไม่โดดเดี่ยวเพราะป้าหวีสงสารเลยให้อยู่ฟรีกินฟรีแลกกับการเป็นคนสวนประจำบ้านป้าหวีมีหน้าที่ถางหญ้าหลังบ้านและล้างส้วมกับงานจุกจิกแล้วแต่ป้าหวีจะเรียกใช้ จะว่าไปป้าหวีก็ไม่ใช่คนธรรมดาเพราะมีบริวารอยู่เต็มบ้าน ความใจดีของแกไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในอาณาเขต 3 ไร่เท่านั้น แต่มันไหลไปทุกๆ ที่ที่ป้าหวีเหยียบไป
 
 “อย่าถือสานะพ่อหนุ่ม ฉันไม่ได้กินเหลือแต่ฉันเสียดาย ช่วยกินต่อที”

 เสียงป้าหวีเจรจากับเด็กหนุ่มโต๊ะข้างๆ ที่นั่งกันอยู่ 2-3 คน ณ  ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง จ.เลย ความที่สั่งของมากินในทริปทัวร์คนแก่นั้นมากมายหลายสิ่งเอฟเวอรี่ติงจนกินไม่หมด ครั้นจะห่อกลับก็ไม่มีเวลาจะกินเพราะต้องเที่ยวต่ออีกหลายที่ จะทิ้งก็เสียดายเพิ่งหยิบชิมชิ้นสองชิ้น อย่ากระนั้นเลยยกให้เด็กๆ โต๊ะข้างๆ กินเสียจะดีกว่า ดีที่เด็กๆ เหล่านั้นมันไม่ถือก็เลยยกมือไหว้ขอบคุณป้าหวีแล้วจกกินเรียบ

 เรื่องทำบุญทำทานกับเรื่องเที่ยวของป้าหวีแยกกันแทบไม่ออก คือทั้งเที่ยวทั้งทำบุญ ปีหนึ่งๆ นับครั้งไม่ถ้วนดีที่ลูกสาวทั้งสองของแกเริ่มแก่แล้ว มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นเด็กมีปัญหา ท้องไม่มีพ่อ หรือ ติดยาเป็นแน่ เพราะแม่ไม่ค่อยอยู่บ้าน โชคดีที่เลยวัยนั้นมานานแล้ว … ล่าสุดป้าหวีได้โกอินเตอร์ไปเที่ยวเมืองจีนกับลูกสาว ญาติ และเพื่อนรุ่นพี่ที่อยู่ข้างบ้านซึ่งไม่เรียกว่า “แก่” แต่ขอใช้คำว่า “หง่อม” แทน กระเตงกันไปจนสุดทริป ลูกสาวบ่นกระจายแต่ป้าหวีเงียบกริบ ความที่ขึ้นเครื่องเป็นครั้งแรก ป้าหวีจึงไม่ชินกับการบริการบนเครื่อง

 “ทำไมเขาเดินผ่านฉันไป แล้วเสิร์ฟให้คนอื่น ทำไมฉันถึงไม่ได้” ป้าหวีที่เคยชิว ตอนนี้หิว!

 “นั่งให้มันดีๆ หน่อยได้มั้ย” ป้าหวียกมือทุบพนักเก้าอี้ด้านหน้าแกที่ปรับเอนมาจนป้าไม่มีที่จะนั่ง

 ตอนอยู่ในปักกิ่ง ป้าหวีเดินไปโวยวายเป็นภาษาไทยกับเจ๊กที่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะพ่นควันโขมงจนป้าหวีหายใจไม่ออก … ฉันภูมิใจในตัวป้าหวีแต่ลูกสาวป้าหวีบอก … อาย!

 ทุกวันนี้ฉันก็ยังได้ชิมอาหารรสมือป้าหวีอยู่บ่อยๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฉันขับรถไปเอาขนมจีนน้ำยาที่บ้านสวนของป้าหวี สีเกดผู้ช่วยของฉันเดินลงจากรถตรงไปหาป้าหวี …

 “แม่ … พี่คิ้มมา”

 ป้าหวีเดินฉับๆ เข้ามาหาฉันด้วยความดีใจ ฉันมองหน้าป้าหวี หรือ “ป้าฉวี” แล้วมองหน้าสีเกดที่หน้าเหมือนแม่และมีชื่อจริงว่า “ชัชฉวี” เพิ่งเข้าใจว่า ชัชฉวี แปลว่า ฉวีชัดๆ!