
พอแล้วรวย - อาหารเป็นหนึ่งในโลก
จำได้ว่าในยุคที่เขมรกำลังจะแตกและโลกกำลังประหวั่นพรั่นพรึงว่าประเทศไทยจะล้มเหมือนโดมิโน ตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์เหมือนประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว เขมร เวียดนาม ขณะนั้นฝรั่งมังค่าที่กลัวว่าประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศปิดไม่ให้ใครเข้าออก ก็แห่พากันมาเ
มาในช่วงเวลานี้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมเต็มตัว แต่ก็กำลังถูกล่าอีกเช่นกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยประทานให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศ คือนายเดนิส ดี เกรย์ แอนด์ บาร์ท แมคโดเวลล์ ( Mr.Denis D. Gray and Bart McDowell) จากนิตยสารเนชันแนล จีโอกราฟิค ( National Geographic) ฉบับเดือนตุลาคมปี 2525 ในคอลัมน์ไทยแลนด์ เวิร์คกิง โรเยนตี (Thailand’s Working Royalty) เป็นภาษาอังกฤษ ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า
“ประเทศของเราเป็นประเทศที่มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ และอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ หากมีการต่อสู้ แย่งชิงเกิดขึ้นในโลก ใครๆ ก็อยากได้ประเทศนี้ และโลกก็มักจะมีการต่อสู้แย่งชิงกันอยู่เสมอๆ (ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม) ประเทศของเราจะยังคงยืนอยู่ที่นี่ จะยืนหยัดอยู่ที่นี่เพื่อประโยชน์ของคนทั้งโลก”
ในยุคสมัยนี้การแย่งชิงเกิดขึ้นเพราะโลกกำลังเข้าสู่ภาวะการ “ขาดอาหาร” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกล และรู้ว่าการแย่งชิงอาหารจะเกิดขึ้น จึงทรงเตือนให้คนไทย “สร้างอาหาร” แทนการ “สร้างโรงงาน” ถึงเวลาที่โลกเดือดร้อนเรื่องอาหาร โรงงานก็จะกลายเป็นขยะที่ไม่มีใครอยากได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “อาหารเป็นหนึ่งในโลก” ถึงที่สุดแล้วมนุษย์ทุกคนก็ต้องกลับมาหาสัจธรรมข้อนี้
คงไม่ต้องพูดให้เสียเวลาอีกว่า สัจธรรมข้อนี้เริ่มเห็นเด่นชัด ขณะนี้คนทั้งโลกกำลังกังวล และ กังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ถึง “ความมั่นคงทางอาหาร” ความแปรปรวนของอากาศ สภาพแวดล้อม ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นที่หาอยู่หากินของคนนับร้อยล้านคน ทั้งชายฝั่งทะเล พื้นราบ ป่าเขา หมดสภาพเป็นที่อยู่ที่หากินอีกต่อไป เพราะภัยธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจคาดเดาได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงประกาศว่า “ประเทศของเราจะยังคงยืนอยู่ที่นี่ จะยืนหยัดอยู่ที่นี่เพื่อประโยชน์ของคนทั้งโลก ”
เหมือนดั่งจะรู้ว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในความหวังที่จะช่วยโลกบรรเทาทุกข์เรื่องอาหารได้ในยามวิกฤติ และวันนี้ทุกคนต่างเล็งมาที่ประเทศไทย ทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา ในฐานะที่เป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ คนทั้งโลกจึงอยากได้ประเทศนี้เหมือนที่พระองค์ทรงตรัสไว้
แต่อาจารย์ยักษ์กลับแปลกใจในขณะที่คนทั้งโลกกำลังห่วงพะวงกับ “อาหาร” รัฐบาลไทยกลับห่วงสนามบิน ถนนหนทาง ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านขนภูเขาจากบ้านนอกเข้ามาสร้างสนามบินในเมืองกรุง ยังคงปล่อยให้บ้านนอกที่เป็นแหล่งผลิตอาหารต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ชั่วนาตาปี และเมื่อยามที่ชาวบ้านทะเลาะกับอุตสาหกรรม ก็ดูเหมือนรัฐบาลจะเข้าข้างอุตสาหกรรม เรียกร้องให้ชาวบ้านยอมเสียสละ ไม่รู้รัฐบาลคิดไม่ได้หรือไม่อยากคิดว่า การเสียสละของชาวบ้านคือการเสียสละของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่งต่อชีวิตลูกหลาน
การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งในกรุงเทพฯ แบบถล่มทลายคราวนี้อาจารย์ยักษ์ก็ยังไม่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์คิดเข้าข้างตัวเองว่า ประชาชนเอาด้วยกับทุกนโยบาย บางทีชาวบ้านอาจไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเสมอไป การเลือกประชาธิปัตย์ แค่เป็นการ “บอยคอต” ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ที่เห็นๆ ประชาคมโลกเริ่ม เบื่อ” การเมืองมากขึ้นทุกวัน ผลการเลือกตั้งในอังกฤษ ออสเตรเลียที่ไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมาก เริ่มบอกถึงความอดทนกับนักการเมืองที่เหลือน้อยลงทุกที
บางทีอีกไม่นานชาวบ้านทั่วโลกก็จะตั้ง “รัฐอิสระ” ของตนขึ้นมาชี้ชะตาตัวเอง อาจารย์ยักษ์เดาว่าอีกไม่นานเกินรอ ถึงตอนนั้น “นักการเมือง” ที่ไม่เคยคิดถึงประชาชนก็จะกลายเป็น “ซากดึกดำบรรพ์” ที่ไม่มีใครอยากขุดขึ้นมา
"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู"



