ไลฟ์สไตล์

ดูแลจิตใจ-สังคม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ดูแลจิตใจ-สังคม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

03 ก.ย. 2553

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าชัดเจน เมื่อเกิดอาการของโรค ผู้ป่วยจะตกใจ วิตกกังวลกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งความสามารถในการควบคุมอวัยวะต่างๆ ผิดไปจากเดิม

บางรายสูญเสียการควบคุมร่างกายบางส่วน บางรายเกิดขึ้นทั้งตัว บางรายมีอาการเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการคิด การรับรู้ผิดไปจากเดิม การรับรู้และการแสดงออกทางอารมณ์มีการเปลี่ยนแปลงไป
รูปแบบปฏิกิริยาทางจิตใจที่มักเกิดขึ้น
 1.ความวิตกกังวลและความกลัว มักพบในระยะแรกของโรค สังเกตได้จากสีหน้าท่าทางกังวล ลังเล ถามซ้ำๆ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ
 2.อารมณ์เศร้า เมื่อมีความวิตกกังวลและความกลัวเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน แยกตัว ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เบื่อ ผิดหวัง ซึมเศร้า ท้อแท้ สิ้นหวัง อยากตาย หมดหวังที่จะกลับไปเหมือนเดิม รู้สึกเป็นภาระกับครอบครัว
 3.พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง มักพบพฤติกรรมต่อต้านในผู้สูงอายุ ปฏิเสธการดูแลจากผู้อื่น บางรายมีพฤติกรรมแบบเด็กๆ ขี้อ้อน บางรายก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย อาจพบพฤติกรรมหลีกเลี่ยง ไม่กล้าทำงาน ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่ยอมรับการเจ็บป่วย ไม่ไปพบแพทย์ตามนัด ไม่ยอมรักษา
 ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีพฤติกรรมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นฐานบุคลิกภาพ และความสามารถในการปรับตัว นอกจากนี้ ลักษณะและความรุนแรงของโรค ก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการรับรู้ และเข้าใจอาการที่เกิดขึ้นเช่นกัน
 บางคนอาจเกิดการสูญเสียระบบการความคุมต่างๆ สูญเสียความคิดและการปรับตัว ทำให้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้  การรับรู้ผิดพลาด เกิดอาการหูแว่ว ภาพหลอน หวาดระแวง ทำให้ไม่ร่วมมือต่อการรักษา

การฟื้นฟูสภาพจิตใจตนเอง (สำหรับผู้ป่วย)
 1.สอบถามถึงอาการป่วย ปัญหาทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้
 2.สอบถามถึงสิ่งที่ไม่สามารถทำได้อย่างเดิม และสิ่งที่ยังสามารถทำได้
 3.ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา และพบแพทย์ตามนัด
 4.หมั่นออกกำลังกายตามแพทย์แนะนำ
 5.พยายามเข้าร่วมกิจกรรมของครอบครัวตามปกติ (หากทำได้)
การช่วยเหลือทางจิตใจผู้ป่วย (สำหรับครอบครัวและญาติ)
 1.สอบถามถึงอาการป่วย อาการทางอารมณ์ เพื่อเตรียมตัว และสร้างความเข้าใจต่อพฤติกรรมหรือภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วย
 2.ทำความเข้าใจและให้อภัยผู้ป่วย ที่มีความคิด พฤติกรรม และอารมณ์ ที่เปลี่ยนไป ครอบครัว ญาติต้องให้อภัยและให้กำลังใจผู้ป่วย
 3.หมั่นแสดงออกทางคำพูด สีหน้า สายตา และการสัมผัสต่อผู้ป่วยว่า ครอบครัวยังรักและเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยอยู่เสมอ
 4.ช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้ป่วยในการฝึกออกกำลังกาย และส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่สามารถทำได้
 5.กรณีผู้ป่วยต้องรักษาในโรงพยาบาล ญาติควรไปเยี่ยมสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งจากครอบครัว
 6.จัดสิ่งแวดล้อมให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย สบายใจ
 7.จัดสิ่งแวดล้อมเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน วางเครื่องใช้ในบ้านให้ผู้ป่วยเดินหรือเคลื่อนไหวอย่างสะดวก สามารถหยิบจับสิ่งของได้สะดวก ให้ผู้ป่วยทำอะไรได้เองบ้าง
 8.ผู้ป่วยสูงอายุที่ต่อต้านและปฏิเสธการดูแลจากญาติ ให้ญาติส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่ชอบบ่อยๆ ให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกว่า ทำอะไรได้เองหลายอย่าง และลดท่าทีต่อต้านเมื่อครอบครัวและญาติเข้ามาช่วยเหลือในบางอย่าง
 9.ชมเชยทั้งคำพูด สีหน้า สายตา และการสัมผัส เมื่อผู้ป่วยสามารถทำงานบางอย่างได้ และหลีกเลี่ยงการตำหนิ
 ในการดูแลด้านจิตใจ ผู้ป่วยที่มีอากาiเรื้อรัง หรือต้องใช้เวลารักษานานๆ ญาติควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมบางอย่าง เช่น ออกกำลังกายเบาๆ ร่วมกัน อาจเลือกกิจกรรมที่ทั้งตัวผู้ป่วย และญาติ ชื่นชอบ เช่น ครอบครัวจะมีการปลูกต้นไม้ใหม่ อาจให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการเลือกพันธุ์ไม้ หรือการวางตำแหน่งของต้นไม้ในบ้าน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่า สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข
ศูนย์สมองและระบบประสาท
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719