
4 องค์กรรวมพลัง พัฒนาวิทย์กีฬา
4 องค์กรกีฬาหลักของชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย กรมพลศึกษา และสถาบันการพลศึกษา (สพล.) เซ็นสัญญาร่วมมือพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา ยันเห็นผลรูปธรรมใน กวางโจวเกมส์ ได้แน่ 13 ทอง
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ห้องประชุมเทพลีลาบอลลูม โรงแรมเอสซีปาร์ค นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมด้วย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย นายสมบัติ คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา และนายสมพงษ์ ชาตะวิถี อธิการบดีสถาบันการพลศึกษา (สพล.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา ระหว่างองค์กร โดยมีผู้แทนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยร่วมเป็นสักขีพยาน
การลงนามครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือกันของ 4 องค์กรกีฬาของชาติ ทั้งในเรื่องวิชาการ การวิจัยโดยแลกเปลี่ยนการปฏิบัติงานร่วมกันของบุคลากร ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และสถานที่ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกันในด้านการฝึกงาน การประชุมสัมมนา ศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ ที่ทั้ง 4 หน่วยงานเป็นผู้จัด หรือที่หน่วยงานอื่นๆ จัดขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาภายในประเทศ รวมถึงการเก็บตัวฝึกซ้อมและจัดส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างประเทศ ทั้งด้านวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา สถานที่ รวมทั้งงบประมาณด้วย
"บิ๊กหนุ่ม" นายกนกพันธุ์ กล่าวว่า ในวงการกีฬาโลกนั้นพิสูจน์แล้วว่า วิทยาศาสตร์การกีฬามีความสำคัญในการผลักดันให้กีฬาของชาติประสบความสำเร็จ กกท.ซึ่งมีหน้าที่ในการพัฒนานักกีฬาไทยโดยตรง จึงได้ร่วมมือกับกรมพลศึกษา ที่มีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาที่ครบถ้วน มีโรงเรียนกีฬาทั่วประเทศ 17 แห่ง สถาบันการพลศึกษาที่มีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา มีบุคลากรที่มีความรู้ มีวิทยาเขตอีก 11 แห่งทั่วประเทศ เมื่อมารวมกับ กกท. ที่มีศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาที่ดีเลิศ จะทำให้การทำงานต่างๆ เป็นแบบบูรณาการร่วมกัน และผลประโยชน์จะตกต่อตัวนักกีฬาอย่างเต็มที่ ทำให้คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย สามารถส่งนักกีฬาที่มีคุณภาพไปแข่งขันต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงและความสุขให้แก่คนไทย
ทั้งนี้ การนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้กับการเตรียมนักกีฬาอย่างเต็มรูปแบบนั้น “บิ๊กหนุ่ม” กล่าวว่า เริ่มเมื่อกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2550 ซึ่งไทยได้เป็นเจ้าเหรียญทอง จากนั้นก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายแนวทางภายใต้การทำงาน “เหนือกว่ามาตรฐาน” เพราะต้องเตรียมนักกีฬาไทยให้พร้อมก่อนจะเข้าแข่งขัน และระหว่างแข่งขันมีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดว่านักกีฬาคนนั้นมีจุดอ่อนที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างไร จะนำจุดเด่นมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เก่งขึ้นได้แบบไหน รวมทั้งศึกษาคู่แข่งอย่างละเอียด เพื่อหากลยุทธ์ที่จะทำให้เอาชนะคู่แข่งได้ในที่สุด
“วิทยาศาสตร์การกีฬาจะเข้ามามีส่วนสำคัญตั้งแต่การเลือกนักกีฬาแต่ละคนว่าสมควรจะเล่นกีฬาชนิดใด นอกจากนั้นยังมีเรื่องของจิตวิทยา โภชนาการ เวชศาสตร์การกีฬา การรักษาอาการบาดเจ็บ เข้ามาดูแลอย่างเต็มที่ ด้วยความร่วมมือของ 4 องค์กรกีฬาหลักของชาติ” นายกนกพันธุ์ กล่าว
สำหรับในอนาคตอันใกล้นั้น ผู้ว่าการ กกท.ยืนยันว่าในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 “กวางโจวเกมส์” ที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน จะเป็นเจ้าภาพวันที่ 12-27 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนในการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งยืนยันว่า ทัพนักกีฬาไทยจะต้องทำได้อย่างน้อย 13 เหรียญทองเท่ากับเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 15 “โดฮาเกมส์” ที่กาตาร์ เมื่อ 4 ปีก่อน



