
รอบรั้วเกษตร (ศุกร์ที่ 3 ก.ย.53)
***รวมกลุ่มปลูกพืชปลอดสารพิษลดต้นทุน
ลำปาง-นายบุญชัย ธรรมสีธิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกพืชปลอดภัยจากสารพิษและไร่นาสวนผสม ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีราคาแพงมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ซึ่งไม่สมดุลกับรายได้ที่ได้เท่าเดิมหรืออาจจะน้อยลง แต่ปัญหาเหล่านี้สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก เพราะกลุ่มได้รวมตัวกันผลิตสารอินทรีย์ไว้ใช้ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร จึงประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้มาก นอกจากนี้ การรวมกลุ่มกันดำเนินงานทำให้ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะจากกรมพัฒนาที่ดินที่ส่งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินลำปางเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งด้านวิชาการและปัจจัยการผลิต ซึ่งนอกจากจะลดต้นทุนการผลิตแล้ว ผลผลิตยังมีคุณภาพปลอดภัยต่อสารพิษ และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น
***สศก.คาดอาฟต้าสินค้าเกษตรทำจีดีพีเพิ่ม
กทม.-นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องยกเลิกโควตานำเข้า และลดภาษีสินค้าเกษตรภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า ซึ่งประเทศไทยมีสินค้าเกษตรจำนวน 23 รายการที่จะต้องยกเลิกโควตา และลดภาษีเป็น 0% ยกเว้น เมล็ดกาแฟ มันฝรั่ง และเนื้อมะพร้าวแห้งที่ภาษีเป็น 5% จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้ได้ประกาศยกเลิกแล้ว 13 รายการ เหลืออีก 10 รายการอยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากจำนวน 4 รายการคือ ข้าว น้ำมันปาล์ม เมล็ดกาแฟและเส้นไหมดิบ ส่วนสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบคือลำไยแห้ง เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ น้ำมันถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง นอกจากนี้ยังมีการคาดว่า ผลจากการที่อาเซียนจะลดภาษีเป็น 0% ทำให้จีดีพีของไทยในปี 2558 เพิ่มขึ้น 1.75% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 204,000 ล้านบาท



