
สยบ "ความโกรธ" ขจัด "ความเครียด"
ความโกรธ เป็นเรื่องปกติและเป็นอารมณ์ที่มักเกิดขึ้นกับใครหลายคนได้บ่อยๆ แต่หากอารมณ์โกรธนั้น สะสมในจิตใจนานๆ จะยิ่งก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพร่างกาย เสมือนลูกไฟที่สะสมจนเผาไหม้ทั้งกายและใจ
ส่งผลกระทบให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ฮอร์โมนต่างๆ เปลี่ยนแปลงทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการเกิด "โรคเครียด" และปัญหาสุขภาพจิตตามมา
นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า อารมณ์โกรธมักเกิดขึ้นเมื่อเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” เช่น ถูกตำหนิ ถูกนินทา ถูกใช้งานหนัก ถูกขับรถปาดหน้า ถูกโกง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทำให้อับอาย เป็นต้น เมื่อโกรธ มักขาดสติ หุนหันพลันแล่น อาจต้องเสียใจภายหลัง เช่น โกรธแล้วไปทำร้ายร่างกาย หรือฆ่าผู้อื่นตาย ต้องติดคุก หมดอนาคต โกรธแล้วพูดจาหยาบคาย ก่อศัตรู เสียสัมพันธภาพต่อกัน เป็นต้น
ที่ร้ายกว่านั้น คือ โกรธแล้ว ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพ อาจถึงขั้น เส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือหัวใจวาย นอกจากนี้ กล้ามเนื้อจะหดเกร็งตัว หรือเกิดความเครียดสูง ส่งผลบริเวณใบหน้า ทำให้มีริ้วรอยเหี่ยวย่น
คนเราควรฝึกจัดการกับอารมณ์โกรธให้ได้ อย่าให้ความโกรธทำร้ายตัวเองและทำร้ายผู้อื่น
วิธีจัดการกับความโกรธอย่างง่ายๆ คือ ฝึกสังเกตอารมณ์ตัวเอง และให้รู้ตัวทันทีว่า "โกรธ" เพราะการรู้ตัวเอง ตั้งแต่เริ่มโกรธ จะช่วยให้เราหยุดยั้งพฤติกรรมรุนแรงที่จะตามมาหลังความโกรธได้
เมื่อรู้ตัวว่า เริ่มโกรธ ให้หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ ตั้งสติอยู่กับลมหายใจ ทำซ้ำๆ สักพักหนึ่ง เวลาโกรธให้นับ 1-10 จะช่วยลดความโกรธได้ แทนที่จะนับเลข เปลี่ยนเป็นนับลมหายใจเข้า-ออกแทน หลังจากหายใจช้าๆ แล้ว ควรทำอะไรให้ช้าลงด้วย เช่น ขับรถให้ช้าลง พูดให้ช้าลง ผ่อนคลายร่างกายส่วนต่างๆ อย่ากำมือ อย่าขมวดคิ้ว นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สบายๆ เป็นต้น ถ้าออกจากสถานการณ์ที่ทำให้โกรธได้ จะช่วยไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้
ด้านของ “ความเครียด” ที่ตามมาหลังอารมณ์โกรธ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของบุคคล เมื่อต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรือสิ่งที่คุกคาม กดดันชีวิตความเป็นอยู่ จะส่งผลเสียต่อร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม คนที่มีความเครียดสูง จะมีอาการผิดปกติ อาทิ ปวดหัว ปวดท้อง อ่อนเพลีย ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ท้อแท้ ซึมเศร้า บางคนก็แสดงออกด้วยการสูบบุหรี่จัด ดื่มสุรามากขึ้น จู้จี้ขี้บ่น เก็บตัว ชอบชวนทะเลาะ กัดเล็บ นอนกัดฟัน เป็นต้น
การจัดการความเครียดเหล่านี้ มีหลายวิธี เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว เล่นกับลูก เล่นกับสัตว์เลี้ยง ปลูกต้นไม้ เสริมสวย นวดตัว นวดหน้า พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ทำบุญทำทาน สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ เป็นต้น แต่ละวิธี สามารถเลือกใช้เพื่อผ่อนคลายความเครียดได้
เคล็ดลับจัดการความเครียด คือ ทำกิจกรรมที่ตรงกันข้ามกับงานที่ทำประจำ เช่น ถ้าทำงานนั่งโต๊ะทั้งวัน เลิกงานควรคลายเครียดด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย ถ้าทำงานที่ต้องวิ่งวุ่นทั้งวัน ควรคลายเครียดด้วยการพักผ่อนนิ่งๆ ความเครียดเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์ หรือทุกวัน วันละหลายครั้ง การผ่อนคลายความเครียดต้องทำเป็นประจำทุกวัน วันละหลายครั้งด้วย ควรเตรียมวิธีการคลายเครียดเอาไว้ให้หลากหลาย เพื่อจะได้เลือกใช้ให้เหมาะกับเวลาและสถานที่ และเพื่อป้องกันความเบื่อหน่ายด้วย
อย่าปล่อยให้ "ความโกรธ" และ "ความเครียด" คุกคามชีวิตเราฝ่ายเดียว ควรจัดการแต่เนิ่นๆ แล้วชีวิตจะมีความสุขมากขึ้น
กรมสุขภาพจิต



