
แหวกม่านประเพณี360องศากับโอกาสแม่วัยทีนในสังคมไทย
เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์ แต่ยังมีความกังวลในเนื้อหามาตรา 12 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)โดยตรง ถ้าเราคุ้มครองให้สถานศึกษาอนุญาตหญิงมีครรภ์ที่อยู่ในระหว่างเรียนต่อได้ในระหว่างตั้งครรภ์
และกลับมาศึกษาได้อีกครั้งหลังคลอดบุตร ก็จะเป็นการสวนทางกับการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมในเรื่องค่านิยม จารีตของหญิงไทยที่รณรงค์ให้รักนวลสงวนตัว ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร กลายเป็นว่าต่อจากนี้ไม่ใช่แค่กระทรวงวัฒนธรรมต้องเปลี่ยนแนวทางทำงานใหม่ บริบทของสังคมไทยต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่หมด ทั้งคนที่อนุรักษนิยม ร่วมสมัย เด็กและเยาวชน”
ไม่ใช่แค่ผู้ตั้งคำถามเท่านั้น ทุกคนในสังคงคิดตามๆ กันไปหากถามเรื่องอนุญาตให้ "เด็กท้องมาเรียนได้" กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมคงไม่เห็นด้วยเป็นแน่ แต่คำตอบจากปาก ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เธอบอกชัดเจนว่า เห็นด้วย และเข้าใจดีว่าพ.ร.บ.นี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองและเยียวยา แต่ต้องดูว่าในทางเทคนิคทุกคนในสังคมรับได้แค่ไหน โดยต้องมอง 360 องศา ประการแรก ในมิติของเด็ก หากมีกฎหมายบอกว่าท้องแล้วเรียนได้ เด็กจะกล้าไปเรียนหรือไม่ เธอคิดว่าเด็กคงไม่กล้าไปเรียน เดินอุ้มท้องเข้าไปโรงเรียน ทุกสายตาต้องจับจ้องไปที่ตัวเด็กคนนี้
“เด็กอุ้มท้องมีความแปลกแยกจากเพื่อนๆ ต้องคิดถึงจิตใจเด็กนะว่าเด็กจะทนแรงเสียดทานตรงนี้ได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าโรงเรียนยอมรับ สังคมให้โอกาส แต่ด้วยวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกัน ถ้ามันมีอะไรผิดปกติ เพื่อนทำกิจกรรมก็ไม่ได้ทำ เด็กแค่ปวดหัวตัวร้อนยังเรียนหนังสือไม่ได้ นี่มีเด็กอีกคนหนึ่งอยู่ในท้อง คงไม่สบายตัวแน่ แล้วถ้าหากเกิดอาการแพ้ท้องต้องอาเจียนตลอดจะทำอย่างไร แต่ทางออกเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มี เคยพูดคุยกับครูอาจารย์ที่มีประสบการณ์ให้เด็กตั้งท้องมาเรียนได้ เขาให้เด็กอยู่ที่บ้าน แล้วส่งเพื่อนไปติวให้ ถึงเวลาก็มาสอบ ก็ประสบความสำเร็จดี ทุกวันนี้เด็กเรียนจบ มีอาชีพทำ”
ประการที่สอง เมื่อปล่อยให้เด็กมีลูก 1 คน แล้วรับเด็กคนนี้มาเรียนต่อ ต้องดูต่อไปว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้าไปเยียวยาต่อหรือไม่ เด็กจะเรียนหนังสืออย่างไรเมื่อต้องเลี้ยงลูกอีก 1 คน ประการที่สาม กรณีเด็กผู้ชายทำให้เด็กผู้หญิงท้องอยู่โรงเรียนเดียวกัน เด็กผู้ชายจะรู้สึกอย่างไรว่าไปทำเพื่อนท้อง เด็กผู้ชายจะแสดงตัวในสถานะอะไร ยิ่งเด็กหญิงอายุ 14 ปี เด็กผู้ชายมีความผิดทางอาญาฐานล่วงละเมิดเด็กอายุไม่ถึง 15 ปีอีก เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก จึงเห็นด้วยที่ต้องมีประชาพิจารณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลตกผลึกในภาคประชาสังคม แล้วส่ง คณะรัฐมนตรี(ครม.)ฝ่ายนิติบัญญัติ คิดว่าน่าจะรัดกุมมากยิ่งขึ้น
ประการที่สี่ พ.ร.บ.นี้อยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) โรงเรียนเป็นนิติบุคคลจะบังคับให้เปลี่ยนระเบียบเปิดให้เด็กท้องเข้ามาเรียนได้หรือไม่ ผู้ปกครองเด็กคนอื่นเห็นด้วยหรือเปล่า
"กระทรวงวัฒนธรรมต้องเปลี่ยนค่านิยมของคนในสังคมไทยหมดเลย ไม่มารณรงค์แล้วว่าห้าม ท้อง แท้ง ทิ้ง เพราะทุกคนยอมรับแล้ว ก็ให้เด็กเลี้ยงลูกกันไป ต่อไปอีก 10 ปีเด็กมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก ภาครัฐเตรียมงบประมาณรองรับหรือยัง พม.เองจะร่วมเยียวยาเด็กด้วยหรือไม่ แล้วถ้าเด็กท้องแล้วท้องอีก จะทำอย่างไร มีคำถามปลายเปิดอีกมากที่ไม่มีคำตอบ"
"พี่รุ่ง" รุ่งกานดา พงศ์ธรกุลพานิช นักสังคมสงเคราะห์ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะที่ทำงานดูแลเด็กเล็กในศูนย์เลี้ยงเด็กกทม. 3 หมื่นคน และเด็กเร่ร่อนประมาณ 200 คนตามสะพานพุทธ สะพานพระราม 9 สวนลุมพินี ปากคลองตลาด ซึ่งมีทั้งเร่ร่อนถาวร ไม่มีพ่อแม่ไม่พี่น้อง เร่ร่อนชั่วคราวออกจากบ้านมาขายบริการ ขายพวงมาลัยตามสี่แยก ตังค์หมดก็กลับบ้าน เร่ร่อนเช้าเย็นกลับ ได้เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ก็มองเห็นว่าหากมีกฎหมายใดๆ กิจกรรมใดๆ ที่เป็นการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาส ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง และพร้อมให้การสนับสนุน
พี่รุ่ง บอกว่า ในการทำงานกับเด็กเร่ร่อนได้พบเจอเด็กผู้หญิงท้องเป็นจำนวนมาก เด็กเร่ร่อนแล้วท้องยังเป็นแค่ประเด็นเล็กๆ พื้นฐาน ยังมีปัญหาท้องแล้วติดเชื้อเอดส์ เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้ออื่นๆ อีก เหมือนพิการซ้ำซ้อนมากกว่าที่เรามองเห็น ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากตัวเด็กอย่างเดียว คำโบราณว่าเด็กเหมือนผ้าขาวซึมซับทุกอย่าง เราเป็นผู้ใหญ่ พ่อแม่ รัฐบาล
"ต้องถามว่าเราเอาอะไรใส่ให้เด็ก ปกป้องคุ้มครองเด็กได้มากแค่ใหน ทั้งที่ทุกคนชอบพูดว่าเด็กสำคัญ เด็กคืออนาคตของชาติ วัฒนธรรมเราชอบกดขี่เด็ก กดขี่ผู้หญิง ตกอยู่ท่ามกลางปัญหาสังคม การไหลบ่าวัฒนธรรมฟุ้งเฟ้อ เหมือนเรามีราก แต่ก็ไร้ราก"
เมื่อมีกฎหมายนี้ออกมา พี่รุ่งบอกว่า เราต้องสื่อสารกับเด็กเร่ร่อน ชุมชน สังคมให้โอกาสพวกเขา เมื่อเจอเด็กเร่ร่อนท้องจะพาไปฝากท้องที่สถานพยาบาล โรงพยาบาล ถ้าเขาไม่พร้อมไปอยู่บ้านพักหญิงและเด็ก จะพาไป พม. หรือมูลนิธิอื่นๆ ที่เขารับดูแล เด็กเร่ร่อนไม่ใช่เราจะจับเขาไปอยู่ตรงไหนก็ได้ เราจับไป 100 รอบ ก็หนีกลับมาอยู่ที่เดิม ดังนั้น เขาต้องไปด้วยใจ ในภาวะเขาท้องโตอาจจะยินยอมไปกับเรา แต่ในบางภาวะอาจไม่ยอม เราต้องเตรียมจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะพวกเขาเป็นคนนะไม่ใช่ตุ๊กตา จะจับไปไว้ตรงไหนก็ได้ ทำเช่นนี้คงไม่ง่าย แต่ต้องทำ
ขณะนี้กรมอนามัยอยู่ระหว่างเปิดเวทีสาธารณะทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. ...ทั้ง 29 มาตรา ซึ่งคุ้มครองบุคคลให้มีสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ สิทธิทางเพศ สิทธิเข้าถึง ได้รับข้อมูลข่าวสาร รับการปรึกษาและบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์จากสถานบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสมมีคุณภาพและมีมาตรฐาน โดยข้อพึงปฏิบัติของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้มีเฉพาะผู้หญิงหรือหญิงตั้งครรภ์เท่านั้นที่จะได้รับความคุ้มครองสิทธิ แต่รวมถึงทุกเพศวัย เพราะงานอนามัยการเจริญพันธุ์ของไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์เด็กเกิดน้อยด้อยคุณภาพ ที่พบชัดเจนคือแม่ที่อยู่ในวัยรุ่น
0 ผกามาศ ใจฉลาด 0 รายงาน



