ไลฟ์สไตล์

เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์-“ฉี่” รักษาโรคได้จริงหรือ?

เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์-“ฉี่” รักษาโรคได้จริงหรือ?

30 ส.ค. 2553

ขอบคุณน้องๆ ทุกคนนะคะที่ส่งเรื่องราวความรู้ คำติชม และคำถาม ถึงพี่ฮัมมิ่งเบิร์ดผ่านอีเมล [email protected] สัปดาห์นี้ พี่ขอหยิบยกประเด็น เรื่องของน้องคนหนึ่งที่ส่งคำถามมาว่าฉี่สามารถรักษาโรคได้จริงหรือ?

 ฉี่ หรือน้ำปัสสาวะ ประกอบด้วย 95% คือน้ำ 2.5% เป็นยูเรีย (UREA) และ 2.5% เป็นส่วนผสมของเกลือแร่, เกลือ, โฮโมน, เอนไซม์ และภูมิคุ้มกัน(Mixture of minerals, salt, hormones enzymes and antibody) ซึ่งหนังสือเรื่อง “มะเร็งแห่งชาติ”ของ ดร.สาทิส อินทรกำแหง เล่าไว้ว่า ในระหว่างที่พระภิกษุเดินธุดงค์และอยู่ประจำวัดป่าเป็นเวลาหลายสิบปี ท่านเจ็บหนักหลายครั้ง และโรคประจำตัวของท่าน คือโรคหืด ก็ซ้ำเติมท่านอย่างรุนแรง ท่านได้ลองดื่มน้ำปัสสาวะ เพราะท่านคิดว่ามีคุณสมบัติเป็นยา จนกระทั่งรักษาตัวเองให้หายจากโรคหืดได้ และจากตำราไทยใช้ปัสสาวะของเด็กอ่อนเป็นน้ำกระสายแก้ร้อนใน แก้ช้ำใน แก้ไอ และหอบหืด หรือตำราจีนก็ใช้ปัสสาวะผสมกับตัวยาอื่นๆ หลายอย่างเหมือนกัน และเมื่อไม่นานมานี้นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งได้ค้นพบยาแก้มะเร็งซึ่งสกัดจากปัสสาวะ

 จากหนังสือมะเร็งแห่งชาติ บอกอีกว่าปัสสาวะซึ่งสกัดออกมานี้มีสารที่สำคัญที่สุดสำหรับการรักษามะเร็ง คือ อินเตอร์เฟอรอน (Interferon) สำหรับเรื่องการค้นพบอินเตอร์เฟอรอนจากปัสสาวะนี้ เป็นข่าวใหญ่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งในวงการแพทย์ ผู้ค้นพบคนแรกคือ อลิคส์ ไอแซคส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1957 อินเตอร์เฟอรอนเป็นโปรตีนจากพลาสม่า และพลาสม่าคือส่วนประกอบซึ่งเป็นของเหลวในเลือด และระหว่างที่เกิดการอักเสบจากไวรัส อินเตอร์เฟอรอน สามารถจะยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสได้ ในเมื่ออินเตอร์เฟอรอนเป็นโปรตีนจากปัสสาวะจึงสามารถสร้างความต้านทานให้แก่ร่างกายเพื่อสู้มะเร็งได้

 ขณะที่ทางการแพทย์ยังถือว่า น้ำปัสสาวะเป็นหน้าต่างสุขภาพอีกอย่างหนึ่ง เพราะโรคหลายชนิดวินิจฉัยได้จากผลการตรวจปัสสาวะ เช่น มีเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะมาก แสดงถึงการติดเชื้อ การอักเสบ ตรวจพบมีเลือด แสดงถึงการเป็นนิ่ว ปัสสาวะน้อยแสดงให้เห็นว่า ร่างกายขับน้ำออกมาไม่ได้ จะมีอาการบวม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำปัสสาวะ ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการแพทย์อย่าง 100% หรือมีงานวิจัยรองรับว่ารักษาโรค เป็นเพียงเรื่องสิทธิส่วนบุคคลที่ใครจะนำน้ำปัสสาวะตัวเองมาดื่ม แต่ถ้าคนเป็นโรคก็ไม่แน่ใจว่าปลอดภัยหรือไม่ เอาเป็นว่าหากใครเป็นโรคภัยไข้เจ็บ พี่ขอแนะนำว่าไปพบแพทย์จะดีที่สุด