ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - เกียวโต

โลกใบนี้ดนตรีไทย - เกียวโต

31 ส.ค. 2553

เมืองเกียวโตเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองที่ผมอยากจะไปมานานแต่ไม่มีโอกาสเสียที เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาก็ทำท่าว่าจะได้ไป แต่ทำไปทำมางานก็โดนยกเลิกซะอย่างงั้น และผู้ที่ทำให้ผมอยากไปเมืองเกียวโตก็คือ คุณอัมพร จักกะพาก เจ้าของวงบอยไทยนั่นแหละครั

  และก็ต้องบอกว่าจริงอย่างที่เขาร่ำลือว่า ใครอยากจะไปเห็นเมืองญี่ปุ่นแท้ๆ ต้องมาเกียวโตไม่ใช่โตเกียว
 ทุกๆ อย่างเขาจะทรงเอาไว้ในความเก่าให้เหมือนกับในครั้งที่เป็นเมืองหลวง มีกฎหมายหรือข้อห้ามสร้างตึกสูงเกินกี่ชั้น รวมถึงห้ามใช้สีทาตึกที่ฉูดฉาด คือทั้งเมืองส่วนใหญ่ก็จะมีสีเทากับสีขาว 

 และระหว่างทางก่อนที่จะถึงในตัวเมือง ผมมองจากบนรถลงมาเห็นบ้านเรือนของเขาแล้วก็ทำให้ผมนึกถึง "การ์ตูนโดราเอมอน" ขึ้นมาทันที เนื่องจากฉากที่เป็นบริเวณบ้านที่โนบิตะชอบเดินออกมาข้างนอก ตามข้างถนนหนทางมันช่างเหมือนกันอย่างกับก๊อบปี้กันมา และหลังจากที่รถตู้โตโยต้า สีดำได้ส่งให้ผมและสมาชิกในวงลงตรงปากซอย ซึ่งถนนนั้นทั้งสายจะมีนักท่องเที่ยวเดินกันชนิดที่เรียกว่าขวักไขว่ เนื่องจากข้างในซอยจะมีเหล่า "เกอิชา" อยู่นั่นเอง แต่ผมได้รับการบอกกล่าวว่าตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น เกอิชาทั้งหลายยังไม่ปรากฏกายออกมา ต้องเวลาประมาณ 6 โมงเย็น พวกเขาถึงจะออกมาเพื่อเข้าไปในโรงที่เขาแสดง ดังนั้นพวกเราต้องไปเดินเล่นสักพักหนึ่ง 

 แล้วพวกเราก็พร้อมใจกันเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งมีห้างสรรพสินค้ารูปทรงเก่าๆ แบบสมัยก่อนอยู่หลายห้าง ถ้าในบ้านเราใครที่มีวัยใกล้เคียงกับผมก็จะทำให้นึกถึง ห้างรังนกใต้ ไทยไดมารู  ไนติ้งเกลโอลิมปิก นั่นแหละครับ บ้านเราในสมัยตอนผมเป็นเด็กๆ จำได้เลยว่าห้าง ไทยไดมารู เป็นห้างแรกของเมืองไทยที่มีบันไดเลื่อน แต่ปัจจุบันนี้บ้านเราห้างไทยไดมารูอันตรธานหายไปหมด แต่ที่เกียวโตยังคงสภาพห้างแบบนี้เอาไว้หลายแห่ง แถมยังมีร้านโชห่วยมากมายหลายร้าน รวมถึงร้านขายของชำร่วยเก่าๆ ซึ่งผมเองก็เอาเงินเยนไปไว้ที่นั่นหลายพันเยน เพื่อแลกกับของที่ถูกใจหลายๆ อย่าง เช่น ตุ๊กตาเกอิชาหัวส่ายไปมาพลังแสงอาทิตย์ 

 หลังจากที่เดินแวะเข้าไปในร้านอื่นๆ ก็ได้เวลาที่พวกเราจะต้องเดินข้ามถนนกลับเข้าไปในซอยที่มีเกอิชาและก็เกือบจะสายเกินไป เพราะในขณะที่พวกเราเดินกลับเข้าไปก็เห็นเกอิชาคนสุดท้ายกำลังเดินเลี้ยวเข้าไปในโรงที่ใช้แสดงของพวกเขา จึงเท่ากับว่าพวกเราได้เห็นเกอิชาไกลๆ แวบเดียวเท่านั้น ก็มีเสียงบ่นกันนิดหน่อยจากสมาชิกบางคน และก็มีเสียงจาก น้องม็อค มือเบส กระซิบบอกผมว่า พี่ครับพวกเกอิชาเนี่ยถ้าเราเอาสีดำไปทาลูกตาให้เป็นวงกลมใหญ่ๆ มันก็คงจะเหมือนกับเจ้าหลินปิงเหมือนกันนะ มันก็เลยทำให้ผมเห็นพ้องไปด้วย เออจริงของเอ็งว่ะ และก็ทำให้ผมคิดถึงเมืองไทยในตอนเช้าๆ ขึ้นมาทันที เพราะผมจะชอบตื่นมาดูรายการของคุณสรยุทธ เห็นเจ้าหลินปิงนอนกลิ้งไปมาออกทีวีสีช่อง 3 อย่างน่ารักเหลือเกินในทุกๆ เช้า

 หลังจากที่พวกเราที่ไม่ค่อยสบอารมณ์กับเกอิชาเท่าไร ก็ทยอยเดินกลับไปขึ้นรถตู้ตรงปากซอย ซึ่งความจริงแล้วเราจะไปโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเราเองที่มีแต่ความรู้สึกว่าอยู่ในห้างรังนกใต้นานไปหน่อย และหลังจากที่รถออกไปไม่นานพวกเราทุกคนก็หลับสนิท...ศิษย์เกอิชา เนื่องจากตื่นแต่เช้าตะลอนอยู่บนรถทั้งวัน

 เมื่อถึงเมืองโอซากา ทุกคนก็ต้องตาสว่าง เพราะรถตู้พาพวกเรามาที่ ย่านโทบีตะ เป็นย่านที่มีผู้หญิงบริการทางเพศที่ถูกกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะประดับหน้าบ้านเป็นโคมไฟสีแดงและมีสาวน้อยนั่งยิ้มแฉ่งอยู่หน้าบ้าน ที่เรียงรายกันเป็นแถวข้างถนน ที่สามารถนำรถวิ่งผ่านหน้าบ้านได้ในระยะเผาขนและหลังจากที่รถตู้ขับซอกแซกไปเกือบทุกซอย พวกเราก็พร้อมใจกันจะไปกินข้าวมากกว่า เพราะถ้าใครสมัครใจลงไปก็เปรียบได้กับว่า จะต้องเสียรถมอเตอร์ไซค์ยามาฮ่า ฟีโน่มือ 2  ไปหนึ่งคันอย่างแน่นอน

 รุ่งเช้าที่ตรงกับวันที่ 25 กรกฎาคม วันนี้พวกเรามีโปรแกรมเข้าไปใน ย่านชินไซบาชิ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะกลับไปซื้อของใช้ของฝาก ที่สำคัญก็ไม่รู้จะไปไหนแล้ว เนื่องจากในโอซากาพวกเราไปมาเกือบทุกที่ และในวันรุ่งขึ้นผมจะต้องทิ้งคณะ เพื่อนั่งรถไฟชิงคันเซนไปเดี่ยวระนาดที่เมืองนาโกยา

 เดี๋ยวเอาไว้ฉบับหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าเจ้ารถไฟที่มีราคาแพงพอๆ กับเครื่องบินนั้นมันจะวิ่งเร็วขนาดไหน สำหรับฉบับนี้ก็ขอลาไปก่อนล่ะครับ…สวัสดีครับ

"ขุนอิน"