ไลฟ์สไตล์

อีกครั้ง...กับการเดินทางที่ท้าทาย"ป่ามรดกโลก ลาวใต้"

อีกครั้ง...กับการเดินทางที่ท้าทาย"ป่ามรดกโลก ลาวใต้"

29 ส.ค. 2553

“การเดินทางไม่ได้สำคัญว่าไปที่ไหน แต่สำคัญว่าไปกับใคร” ผมชอบคำนี้เป็นการส่วนตัว เพราะการเดินทางกับเพื่อนผู้รู้ใจ ไปบนเส้นทางแปลกใหม่ ตื่นเต้นและท้าทาย หากโอกาสเปิดผมจะไม่ละทิ้งโอกาสนั้น คราวนี้จะพาไปเที่ยวป่ามรดกโลก ของลาวใต้ ที่บ้านหนองหลวง เมืองปาซอง แ

 เราจับรถทัวร์จากกรุงเทพฯ ใช้เวลา 11 ชั่วโมง ถึงด่านช่องเม็กในวันรุ่งขึ้น

  หลังอาหารเช้า เราแบกเป้ข้ามพรมแดนไทยไปยังแดนลาว ขอแนะนำว่าอย่าลืมหนังสือเดินทางเด็ดขาด เพราะหากใช้ใบผ่านแดนแบบที่นักช็อปมือวางอันดับหนึ่งข้ามไปซื้อของจะอยู่ได้เพียงแค่ 24 ชั่วโมง จากนั้นก็ต่อรถอีก 2 ชั่วโมง ถึงบ้านหนองหลวง ชายป่ามรดกโลก อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง

 เราแบ่งของให้ลูกหาบ เมื่อคนนำทางพร้อม อุปกรณ์พร้อม ลูกหาบพร้อม ก็ออกเดินทาง ช่วงแรกก่อนเข้าสู่เขตป่า จะพบไร่กาแฟตลอดข้างทาง สักพักเมื่อเริ่มเข้าสู่เขตป่า หลายคนแอบสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อรับลมหายใจแรกแห่งผืนป่า ก่อนมุ่งหน้าสู่จุดที่เราจะอยู่ด้วยกันอีก 3 คืน 4 วัน

 การเดินทางขึ้นลงเขาลูกเตี้ยๆ สลับกันไปผ่านลำธารที่มีเพียงท่อนไม้เล็กๆ เรียงทับซ้อนกันเป็นสะพานทอดข้ามไปอีกฟากหนึ่ง แต่ด้วยสัมภาระที่ถึงจะมีไม่มากเพราะฝากลูกหาบไว้เกือบหมด ทว่าการเดินบนสะพานก็แทบจะไม่สามารถทรงตัวให้ผ่านไปได้ เราจึงลงเดินลุยไปกับสายน้ำที่เย็นฉ่ำมากกว่าที่จะใช้สะพาน แล้วก็เดินขึ้น เดินขึ้น และเดินขึ้น จนร่างกายแทบจะต้านแรงโน้มถ่วงของโลกไว้ไม่ไหว

 นั่นแหละ เราก็มาถึงลานโล่งกว้างบนยอดเขาลูกแรกพอดี บริเวณนี้เต็มไปด้วยต้นสนสองใบ สามใบ ดูไปแล้วคิดถึงภูกระดึง แต่แตกต่างกันตรงที่ที่นี่ไม่มีผู้คนมากมาย หนำซ้ำธรรมชาติยังให้รางวัลแก่ผู้มาเยือนโดยการหยิบยื่น “ดอกเปราะภู” สีชมพูงดงามสะพรั่ง และ “หญ้าข้าวก่ำ” ม่วงสดใส ขณะที่ฝนก็หยุดตกพอดี เหมือนฟ้าเปิดเป็นใจ ให้พวกเราได้หยุดชมและเก็บภาพกันอย่างจุใจ ก่อนจะหาที่พักค้างแรมกันในคืนแรก...

 วันรุ่งขึ้น...เราออกเดินทางต่อด้วยความแจ่มใส่กว่าเดิม “ความเปียกชื้นจากเมื่อคืนไม่ใช่อุปสรรค เพราะวันนี้เราก็จะยังเปียกอีก” คนนำทางท้องถิ่นบอกพวกเราเช่นนั้น แต่ด้วยหนทางในป่าวันนี้เป็นเส้นทางลาดชัน สลับกับความคับแคบในบางช่วง ทำให้คณะต้องทิ้งระยะห่างกันโดยปริยาย แต่ท้ายที่สุด เราก็มาหยุดอยู่ตรงหน้า ตาดเสือ (ตาดเป็นภาษาถิ่นแปลว่าน้ำตก) ตรงจุดนี้มีการสร้างสะพานแขวนข้ามตาดเสือไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อให้ได้ชมหน้าฉากของตาดเสืออย่างเต็มตา

 เดินลงเขาลาดชันมาอีกครู่ก็ได้ยินเสียงน้ำ ซู่ ซ่า ดังมาก นั่นหมายความว่าเรามาถึงน้ำตก “ตาดขมึด” แปลว่าลิงหางสั้น แต่มองไปรอบบริเวณไม่เห็นลิงสักตัว เห็นแต่น้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาจากภูเขาด้านบน  น้ำแรงจนเกิดละอองมากระทบใบหน้าให้เกิดความฉ่ำเย็นขึ้นทันใด คนนำทางบอกว่าทั้งตาดเสือและตาดขมึด จะไหลมาพบกันเรียกว่า “ทวิภพ” หลายคนคุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่เราไม่มีเวลาที่จะอยู่ชม “ทวิภพ” เพราะยังไม่ถึงที่พัก

 ระหว่างทางลงเขา พบเห็ดโคนกลุ่มใหญ่ซึ่งจะใช้เป็นอาหารค่ำในวันนี้ ก่อนถึงที่พักเราต้องเดินทางข้ามลำห้วยที่น้ำสูงประมาณครึ่งเอว และความแรงของกระแสน้ำ ทำให้พวกเราต้องช่วยกันประคับคองให้ทุกคนข้ามผ่านไปยังอีกฝั่งหนึ่ง   แต่สเน่ห์ของการเดินทางในครั้งนี้ก็อยู่ตรงที่พักริม “ห้วยต่วย” นี่เอง เพราะอยู่กลางป่าเขา ริมลำธารที่มีน้ำใสไหลแรง เย็นฉ่ำ 

 ยิ่งตื่นเต้นมากเมื่อได้เห็นฝูงนกเงือกบินส่งเสียงกันเป็นหมู่เพื่อกลับรัง 

 และค่ำคืนนี้ก็จบลงอย่างอิ่มอร่อย เคล้า เสียงสนทนาที่ครื้นเครง ก่อนที่จะหลับลงด้วยความอ่อนเพลีย

 วันรุ่งขึ้นถือเป็นไฮไลท์ของการเดินป่าระยะไกล นั่นถือการเดินขึ้นเขาตลอดเส้นทางขึ้นสู่ “ตาดตาเก็ด” ชื่อน้ำตกนี้เป็นเกียรติแด่ตาเก็ดผู้ที่มาบุกเบิกทำไร่กาแฟ และพบน้ำตกแห่งนี้ เป็นน้ำตกสูงใหญ่ 9 ชั้น พลังของน้ำแรงมากเพราะตกจากภูเขาสูง และสามารถเดินอ้อมหลังน้ำตกไปอีกฟากหนึ่ง เหมือนกับเดินทางผ่านม่านน้ำ

 เกือบ 5 ชั่วโมงในการเดินทางไปกลับ บนเขาสูงชันเราเดินกลับที่พักด้วยความอ่อนล้าแต่ก็สุขใจอย่างที่สุดที่การเดินทางของเราถึงจุดหมายปลายทางเป็นที่เรียบร้อย และคืนวันนี้ก็ยังคงสนุกสนานแทรกด้วยเสียงหัวเราะที่กลมกล่อมไปกับสำเนียงแห่งพงไพรเหมือนทุกค่ำคืน แล้วเราจะเดินทางผ่านดงทากออกจากป่า เพื่อจะกลับในวันรุ่งขึ้น

 ธรรมชาติมีวงจรและวัฏจักรที่ก่อสร้างและป้องกันตัวเองอย่างสมดุลเสมอ หากมนุษย์ลืมความเห็นแก่ตัว และรู้จักแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ป่าทุกแห่งบนผืนโลกก็คงจะยังยืนหยัดอยู่ได้ และให้ประโยชน์กับมนุษย์อย่างเป็นธรรมเช่นกัน

 ขอให้ป่ามรดกโลกแห่งนี้ อย่าได้เป็นป่าแห่งสุดท้ายที่เราได้สัมผัส ถึงแม้จะอยู่บนแผ่นดินอื่นก็ตาม

หมายเหตุ :  ภาพประกอบส่วนจากบล็อกเกอร์ Ch.Minivet เพื่อนร่วมทาง

www.oknation.net/blog/tengpong