ไลฟ์สไตล์

นับถอยหลัง เปลี่ยนค่าย-เบอร์เดิม

นับถอยหลัง เปลี่ยนค่าย-เบอร์เดิม

29 ส.ค. 2553

“ใช้เครือข่าย ก. อยู่ มีแต่ SMS ขยะ กดดูทีก็เสียเงินที เบื่อมาก อยากย้ายค่าย แต่เสียดายเบอร์” เสียงบ่นออกมาบนเว็บบอร์ดออนไลน์แห่งหนึ่ง โอดครวญมาตามสายอินเทอร์เน็ต

 คงมีสักไม่กี่คนหรอกที่อยากเปลี่ยนค่ายเปลี่ยนเบอร์ เพราะต้องเที่ยวแจ้งผู้ที่ติดต่อด้วยเป็นประจำกันจ้าละหวั่นไปหมด

 จนกระทั่งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช. ออกประกาศข้อบังคับ “การให้บริการคงสิทธิเลขหมาย” ออกมา หมายความว่าต่อไปนี้ ลูกค้ามือถือของค่ายไหนก็ตามสามารถเปลี่ยนไปใช้บริการค่ายอื่นได้โดยไม่ต้องคืนเบอร์เดิมไปหาเบอร์ใหม่ แต่สามารถใช้เบอร์เดิมกับค่ายใหม่ได้ทันที

 การให้บริการคงสิทธิเลขหมาย สามารถยื่นขอเปลี่ยนเครือข่ายผู้ให้บริการได้ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบรายเดือนและแบบเติมเงิน โดยเสียค่าธรรมเนียมครั้งละไม่เกิน 99 บาท ผู้ให้บริการต้องดำเนินการโอนย้ายให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันทำการ จะปฏิเสธคำขอโอนย้ายไม่ได้

 ตามกำหนดการที่ขีดเส้นเอาไว้ นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 เป็นต้นไป ทุกค่ายต้องเริ่มใช้เหมือนกันหมดโดยมีหน่วยงานกลางชื่อ บริษัท ศูนย์ให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์ จำกัด หรือเคลียริ่งเฮ้าส์ ทำหน้าที่จัดการโอนย้ายหมายเลขให้ผู้บริโภค แต่ดูแนวโน้มแล้ว ผู้ให้บริการทั้ง 5 ราย ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ กสท โทรคมนาคม และทีโอที คงยังไม่พร้อมเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมาย ทั้งที่ กทช.ผ่อนผันเวลามา 1 ปี แล้วซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการปรับปรุงระบบเพื่อรองรับการโอนเลขหมาย

 นายปรีย์มน ปิ่นสกุล ประธานกรรมการบริษัทศูนย์ให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์ จำกัด กล่าวว่า ในการเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมายจำเป็นต้องพัฒนาระบบขึ้นมารองรับ โดยศูนย์ให้บริการคงสิทธิเลือกสองบริษัทมาดำเนินการ ได้แก่ ไอบีเอ็มและเทลคอร์เดีย โดยไอบีเอ็มทำหน้าที่จัดการโครงสร้างพื้นฐานไอทีครบวงจร ขณะที่เทลคอร์เดียจัดการด้านซอฟต์แวร์และบริการด้านโทรคมนาคม โดยมีความชำนาญด้านการจัดการคงสิทธิเลขหมายมาแล้ว 16 ปีใน 16 ประเทศ

 นายสรุจ ทิพเสนา ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เทลคอร์เดีย เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด อธิบายระบบการคงสิทธิเลขหมายว่า การจะรับการให้บริการในปัจจุบันไปสู่บริการคงสิทธิเลขหมาย จำเป็นต้องปรับ 2 ส่วนคือ ระบบบริหารจัดการธุรกิจ ที่ลูกค้าและผู้ให้บริการทั้งรายเก่าและรายใหม่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกัน รวมถึงเครือข่ายที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการสื่อสาร

 “เทคโนโลยีสำหรับการปรับเปลี่ยนเส้นทางการสื่อสารนั้น เดิมใชในลักษณะของ Forward Call ซึ่งมีข้อเสียคือ จะทำให้โทรติดช้า เพราะการเชื่อมต้นสายไปยังปลายทางต้องผ่านไปที่เครือข่ายเก่า และส่งต่อมาที่เครือข่ายใหม่ที่เปลี่ยน ลักษณะนี้เป็นทอดไป เทคโนโลยีต่อมาคือ การจัดสร้างระบบกลาง (All Call Query: AcQ) ที่ทุกการเชื่อมต่อจะเข้าไปที่ระบบกลาง จากนั้นจึงส่งไปยังเครือข่ายปลายทาง เมื่อมีการเปลี่ยนเครือข่าย ระบบกลางก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนสายการเชื่อมต่อให้เลย” นายสรุจ อธิบาย

 การจัดวางระบบและโครงสร้างพื้นฐานไอทีของหน่วยงานกลางอย่างเคลียริ่งเฮ้าส์ รวมถึงการจัดวางระบบภายในของแต่ละเครือข่ายเองเสร็จสิ้นเรียบร้อย และปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เทลคอร์เดียได้ทดสอบการเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการเครือข่ายทั้ง 5 ราย และพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เหมาะกับการใช้งานในไทย จากนั้นจึงทดสอบระบบและจัดอบรมบุคคลากรของผู้ให้บริการเครือข่าย ปลายเดือนสิงหาคมนี้จะเริ่มดำเนินการทดสอบระบบทั้งหมด

 “แน่นอนว่า ระบบการให้บริการคงสิทธิเลขหมายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากเราต้องทดสอบให้ครบทั้ง 4 เฟส และยังเหลืออีก 2 เฟสที่เราต้องทำให้เสร็จสิ้น เพื่อให้การให้บริการสมบูรณ์ ไม่เป็นภาระให้ผู้บริโภค” นายปรีย์มน ประธานกรรมการเคลียริ่งเฮ้าส์ กล่าว และว่า ระบบต่างๆ จะพร้อมให้บริการภายในเดือนธันวาคม 2553

 นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคยังไม่สามารถใช้บริการคงสิทธิเลขหมายได้จนกว่า ระบบเสร็จสมบูรณ์ และทดสอบทุกขั้นตอน

 แม้กทช.จะยืนยันให้เปิดใช้บริการคงสิทธิเลขหมายในวันที่ 1 กันยายนนี้ โดยหากผู้ให้บริการเครือข่ายไม่สามารถให้บริการได้จะถูกปรับวันละ 2 หมื่นบาท

 เมื่อเทียบกับรายได้ในแต่ละวันของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแล้วขี้ปะติ๋วมาก

 สิ่งที่ผู้บริโภคอย่างเราไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยก็คือ เบื้องหลังการเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมายล่าช้ากว่ากำหนดการ เป็นเพราะข้ออ้างเรื่องความพร้อมและการทดสอบระบบ

 หรือเป็นเพราะอะไรกันแน่

สาลินีย์ ทับพิลา