ไลฟ์สไตล์

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน"รีเสิร์ช เอ็กซ์โป"

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน"รีเสิร์ช เอ็กซ์โป"

26 ส.ค. 2553

นายกรัฐมนตรี เปิดงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 พร้อมกล่าวปาฐกถาเน้นรัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำวิจัย พร้อมผลักดันมาตรการต่างๆ ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

 เช้าวันนี้ (26 ส.ค.) ที่ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซนเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 หรือ Thailand Research Expo 2010 และปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การวิจัยและการสร้างสรรค์ เพื่อสังคมและเศรษฐกิจไทย" โดยเน้นย้ำว่าการวิจัยหรือการสร้างองค์ความรู้ เป็นหัวใจของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ เพราะการแก้ไขปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เป็นหลักสำคัญ 

 รัฐบาลจึงพยายามสร้างบุคลากรด้านการวิจัย โดยการสนับสนุนด้านการศึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทำวิจัยกันมากขึ้น ทั้งยังพยายามผลักดันให้งบวิจัยของประเทศเพิ่มเป็น 0.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติหรือจีดีพี จากปัจจุบันงบวิจัยอยู่ในระดับต่ำที่ 0.21% ต่อจีดีพี โดยผลักดันผ่านทั้งงบปกติและโครงการไทยเข้มแข็ง   ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้หน่วยงานวิจัยจัดทำระบบเชื่อมโยงผลงานวิจัยระหว่างหน่วยงานในรูปแบบคลังข้อมูลงานวิจัยของชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและเกิดการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

 ทั้งนี้ ข้อมูลปี 2550 ไทยมีนักวิจัยอาชีพซึ่งทำวิจัยเต็มเวลา 21,392 คน หรือประมาณ 3.39 คนต่อประชากร 10,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุดมศึกษา 65% และสาขาเกษตรศาสตร์มีมากที่สุด รองลงมาคือสาขาสังคมศาสตร์  และสาขาวิศวกรรมศาสตร์-เทคโนโลยี 

 "ตามนโยบายการปฏิรูปประเทศไทยนั้น ภาคการศึกษาถือเป็น 1 ในโครงการนำร่อง โดยกำหนดให้มี "1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย" เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา รวมถึงผลงานวิจัยด้วย" นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ต่างประเทศมีหน่วยงานเฉพาะที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้จากผลงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์ จึงเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรจะมีหน่วยงานในลักษณะนี้เช่นกัน

 นอกจากนี้ รัฐบาลยังตระหนักถึงขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ ที่ทุกวันนี้ไม่สามารถแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานและทรัพยากรแบบเดิม แต่ต้องพิจารณาถึงต้นทุนที่เป็นความคิดที่สร้างสรรค์บนพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างความโดดเด่นให้สินค้าและบริการ ส่งผลให้สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1 เท่าตัวในอีก 3-5 ปีข้างหน้า