ไลฟ์สไตล์

กล้วยไม้กับความรัก ชื่อนี้มีเสน่ห์ (2)

กล้วยไม้กับความรัก ชื่อนี้มีเสน่ห์ (2)

27 ส.ค. 2553

ครั้นไปถึงที่หมายเวลาราวตีสอง บรรดาลูกศิษย์ซึ่งฉันถือว่าคือลูกหลานทุกคนได้เข้ามารุมล้อมด้วยความยินดี จากนั้นจึงมีแขนสองข้างเข้ามาช้อนที่ร่างแล้วแห่ไปรอบค่าย

  เช้าวันรุ่งขึ้นเราร่วมลงมือทำงานด้วยกัน ทั้งแบกกระสอบข้าวสาร ผสมปูนในกระบะเพื่อสร้างอาคารโรงเรียนให้เด็กนักเรียนมีโอกาสศึกษาเล่าเรียน

 นี่เป็นเพียงส่วนย่อของการทำงานสำหรับคนที่ถือคติธรรมเอาไว้ในใจว่า “ยิ่งสูงก็ควรยิ่งต่ำ”

 เช้าวันนั้นมีนิสิตคนหนึ่งซึ่งเขาถูกคัดชื่อออกจากมหาวิทยาลัยใหญ่ในภาคอีสาน เราต่างจับจอบผสมปูนด้วยกัน ฉันได้ยินเขาพูดว่า “เพื่อนผมเรียกอาจารย์ว่า คุณพ่อผมไม่เห็นจะต้องเรียก เพราะพ่อผมก็มี”

 ฉันฟังแล้วนึกในใจว่า “เด็กคนนี้ดีมาก เขาเป็นคนมีพละกำลังสูง ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็นคนซื่ออีกด้วย”

 คืนนั้นฉันกับนิสิตคนนี้นอนในเต็นท์เดียวกัน เกือบตลอดคืนเรานอนคุยกัน กระทั่งฝนตกน้ำไหลเข้ามาในเต็นท์เราก็ยังไม่รู้สึกผิดปกติ

 รุ่งขึ้นตีห้าหลังเสียงระฆังตีบอกเวลาเพื่อปลุกทุกคนให้ลุกขึ้นมาทำงาน ตัวฉันเองก็ไม่ได้ปฏิบัติอะไรให้มันแตกต่างไปจากคนอื่น ปรากฏว่าเช้าวันนั้นเขามายืนใกล้ๆ ฉัน คำพูดประโยคแรกที่มันหลุดมาจากปากเขาคือ “คุณพ่อครับ”

 นี่แหละคือข้อความอย่างย่อๆ ที่ฉันนำมาเล่าสู่กันฟัง จากนั้นมันถึงได้เกิดหนังสือเล่มแรกที่มีชื่อว่า “หอมกลิ่นกล้วยไม้”

 หนังสือเล่มนี้บรรดานิสิตที่ฉันสำนึกเสมอว่าเขาคือลูกหลาน ได้ช่วยกันทำขึ้นเป็นเล่มแรกโดยไปขอให้ คุณประยูร จรรยาวงษ์ เป็นผู้เขียนคำนิยม

 สำหรับคุณประยูร ก็เช่นกันไหนๆ เล่าแล้วฉันขออนุญาตสาธยายแต่อดีตว่า ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2498 ปีแรกที่เมืองไทยมีสถานีโทรทัศน์อันหมายถึง “สถานีโทรทัศน์ช่อง 4” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นที่บริเวณวังบางขุนพรม

 หลังเปิดสถานีได้ไม่ถึง 2 เดือน พล.อ.สุรจิต จารุเศรนี ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ส่งคนมาเชิญให้ฉันไปจัดรายการโทรทัศน์เรื่อง “กล้วยไม้” ซึ่งขณะนั้นมีคุณประสงค์ หงสะนันท์ รองอธิบดีนั่งอยู่ด้วย

 เมื่อเสร็จรายการ ฉันเข้าไปพบอธิบดี ท่านเอ่ยปากว่า “ท่านอาจารย์ครับผมเก็บเศษกระดาษชิ้นนี้ได้ จึงขออนุญาตเชิญท่านอาจารย์มาจัดรายการโทรทัศน์”

 สายตาฉันเหลือบไปเห็นเศษกระดาษชิ้นนั้น ปรากฏว่ามันเป็นนิสัยของฉันที่ชอบเขียนอะไรๆ เป็นแง่คิดเกี่ยวกับหลักธรรมทิ้งไว้แทบทุกหนแห่ง ซึ่งหมายถึง “ธรรมประจำใจ”

 อย่างว่าแหละครับ ไม่ว่าใครจะมีอะไรเป็นเงื่อนไขอยู่ในใจ บุคคลผู้นั้นมักมีแนวโน้มแสดงออกมาเป็นอย่างนั้น ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอะไร ถ้าเรามีหลักธรรมประจำใจ ย่อมมีโอกาสรู้ความจริงจากใจเพื่อนมนุษย์ได้ทุกเรื่อง             
"ระพี สาคริก"