
โลกใบนี้ดนตรีไทย - เทศกาลเทนจิน มัทชุริ
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา วันนี้ตรงกับวันเทศกาลลอยกระทงของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขาจะมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า เทศกาลเทนจิน มัทชุริ ก็จะจัดกันเป็นประจำทุกปี ที่เมืองโอซากา และเป็นประเพณีที่เก่าแก่ มีติดต่อกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.951 เรียกได้ว่าเป็นประเพณีที่เก่
ตอนแรกเทศกาลเทนจิน เป็นพิธีการทางศาสนาเล็กๆ แต่มาภายหลังในสมัยเอะโดะ เริ่มจะครึกครื้นและยิ่งใหญ่ขึ้นเนื่องจากชาวเมืองโอซากาส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ จึงมีกำลังทรัพย์ที่ทำให้เทศกาลเทนจินมีความยิ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่นต่อจาก เทศกาลกิออน ของเมืองเกียวโต และ เทศกาลกันดะ ของเมืองโตเกียว
ผมกับสมาชิกในวงอีก 3 คนในวันนั้นก็ได้ไปเที่ยวเทศกาลเทนจิน หรือลอยกระทงของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผมได้ไปบริเวณหลังโรงแรมอิมพีเรียล มี แม่น้ำโอกาวา ไหลผ่านและเป็นแม่น้ำที่ชาวโอซากามารวมตัวกันเพื่อร่วมงานลอยกระทง ดังนั้นผู้คนที่เข้ามาบริเวณที่จัดงานทั้งสองฝั่งแม่น้ำคงไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน เพราะเอาแค่บริเวณที่ผมอยู่นั้นก็ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นอย่างน้อย เรียกว่าเดินไปไหนมีแต่ผู้คนแออัดเหมือนกับงานวัดบ้านเรานั่นเอง
บริเวณหลังโรงแรมอิมพีเรียลจะมีเรือลำใหญ่ที่ประดับเป็นกระทงใหญ่จอดอยู่ ซึ่งความจริงแล้วก็คือเวทีแสดงวงโปงลางของ วิทยาลัยนาฏศิลป ร้อยเอ็ด ที่ทำการแสดงให้แก่ชาวญี่ปุ่นที่เดินผ่านไปผ่านมาแวะชม การเล่นพื้นเมืองของบ้านเรา ซึ่งผมและสมาชิกในวงก็ได้ยืนดูการแสดงอยู่หลายชั่วโมง สร้างความสนุกสนานให้แก่ชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ความจริงแล้วการแสดงของ วิทยาลัยนาฏศิลป ร้อยเอ็ด ก็จะคล้ายกับที่อื่น เพียงแต่ว่าการแสดงของวิทยาลัยนาฏศิลป ร้อยเอ็ด มีความต่อเนื่อง ไม่ขาดตอนและผู้แสดงรวมถึงนักดนตรีมีฝีมือในอยู่ในขั้นสูง รวมกับความทุ่มเท จึงทำให้เป็นการแสดงที่ยาวนานและไม่น่าเบื่อ สมกับเป็นประเทศเดียวที่ได้เข้าไปร่วมแสดงในงานเทศกาลเทนจิน เพราะไม่มีการแสดงของประเทศอื่นๆ เข้าร่วมอยู่ในเทศกาลเทนจินที่ว่านี้
หลังจากนั้นก็จะเริ่มมีขบวนเรือต่างๆ ที่ประดับประดาสวยงามลอยมาตามสายน้ำของแม่น้ำโอกาวาอย่างมากมาย ถือว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่มากๆ และดูว่าผู้คนก็จะเริ่มมากขึ้นจนทางเดินแทบจะไม่มีที่จะยืน
ผมและน้องในวงอีก 3 คน ตกลงกันว่าจะแทรกตัวออกไปด้านนอก เพราะทนความแออัดของผู้คนไม่ไหว แล้วขณะเดินออกไปจากบริเวณงานกว่า 1 กิโลเมตร ผู้คนก็ยังพลุกพล่านอย่างไม่น่าเชื่อ
ในวันรุ่งขึ้นพวกเราไปเดินช็อปปิ้งกับคณะของวิทยาลัยนาฏศิลป ร้อยเอ็ด ที่ ย่านชินไซบาชิ คล้ายๆ กับถนนคนเดินบ้านเรา แต่ทางเดินที่ยาวหลายกิโลเมตรนั้นสองข้างทางเต็มไปด้วยห้างใหญ่และเล็กรวมถึงร้านขายของนานาชนิด เรียกได้ว่าใครเดินไปย่านนั้นจะต้องเพลิดเพลินกับสิ่งยั่วยวนสตางค์ในกระเป๋าของทุกๆ คน และเวลาก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรียกว่าอีก 3 ชั่วโมงนัดเจอกันที่จุดนัดพบ แต่ดูเหมือนว่าพวกเราได้อยู่ในนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงเอง จากนั้นก็ขึ้นไปร้าน 100 เยน ซึ่งทุกอย่างในร้านก็คล้ายคลึงกับบ้านเรา เพียงแต่ที่นั่นใหญ่โตและมีสินค้าให้เลือกมากกว่า
วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม คณะของวิทยาลัยนาฏศิลป ร้อยเอ็ด เดินทางกลับประเทศไทย ทิ้งพวกเราเอาไว้ 4 คนกับคุณโด่ง เจ้าหน้าที่ ททท. และในช่วงบ่ายของวันนั้นพวกเรามีโอกาสได้เข้าเยี่ยม สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำนครโอซากา และกินอาหารเย็นที่ย่านชินไซบาชิ รวมถึงออกท่องราตรีในย่านนั้น ซึ่งบรรยากาศจะแตกต่างกับตอนกลางวันที่เคยมาเที่ยวอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผมชอบนึกถึงคำว่าหลงแสงสีในเมืองอยู่ตลอดเวลา
วันพุธที่ 28 กรกฎาคม วันนี้เป็นวันที่ผมรอคอยมานานเนื่องจากคุณโด่งจะพาผมและน้องๆ ในวงไปเที่ยวเมืองเกียวโต ซึ่งผมได้มาประเทศญี่ปุ่น 6 ครั้งแล้ว ก็เพิ่งมีครั้งนี้ที่จะได้ไปดูเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ผมใฝ่ฝันและอยากจะไปมานานแล้ว ดั้งนั้นพวกเราเดินทางมุ่งหน้าไปเมืองนารา ซึ่งเป็นทางผ่านจากโอซากาไปเกียวโต ระหว่างทางเราได้แวะเยี่ยมบ้านบุคคลสำคัญในอดีต ที่ชื่อว่า ซากาโมโต แต่ผมไม่รู้จักเขาและก็ได้เข้าไปใน วัดโทไดจิ ที่มีความเก่าแก่เป็นพันปี และหลังจากซื้อของติดไม้ติดมือแล้วก็มุ่งหน้าไปยังเมืองเกียวโต ที่นั่นมี เกอิชา และผมกำลังจะได้เห็นเกอิชาตัวเป็นๆ แต่เนื่องจากที่หมดแล้ว เดี๋ยวฉบับหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ครับ ...สวัสดีครับ
"ขุนอิน"



