ไลฟ์สไตล์

ทีวี3มิติถึงเวลาแล้วหรือยัง

ทีวี3มิติถึงเวลาแล้วหรือยัง

22 ส.ค. 2553

เอาเข้าจริง ภาพยนตร์ 3 มิติไม่ใช่เรื่องใหม่เลย หากย้อนเวลากันจริง ภาพยนตร์ 3 มิติเรื่องแรกคือ Power of Love เปิดตัวชิมลางในปี พ.ศ.2456 หรือ 97 ปีมาแล้ว สมัยนั้นยังใช้ฟิล์มสองม้วนสีแดงกับสีเขียวฉายทับกัน และมีแผ่นกระจกย้อมสีไว้ถือส่องดู

 เทคนิคการทำภาพยนตร์ 3 มิติถูกพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง กว่าจะได้เห็นออกมาเป็นการ์ตูน 3 มิติอย่าง Up! เรื่องราวของคุณปู่ผู้ออกค้นหาสถานที่ในฝันของภรรยา หรือ มหัศจรรย์ลูกชิ้นตก ยังไม่นับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Avartar และยังมีหนังเก่าอย่าง Piranha 3D กำลังจ่อโรงอีก

 แนวโน้มความบันเทิงจากภาพยนตร์เริ่มเทมาทางฝั่งภาพยนตร์ 3 มิติมากขึ้น เนื่องจากค่าตั๋วหนังที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวหรือมากกว่า ไหนผู้ผลิตภาพยนตร์ยังต้องหาความหวือหวาตระการตามาตอบสนองผู้ชมที่อยากได้ประสบการณ์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคเริ่มมีแนวโน้มหันไปเสพความบันเทิงจากโฮมเธียเตอร์ ดูทีวีจอแบนขนาดใหญ่ และระบบเสียงดอลบีรอบทิศทางในบรรยากาศสบายในบ้าน

 ระยะหลังผู้ผลิตโทรทัศน์บางรายเริ่มส่งทีวี 3 มิติลงตลาดบ้างแล้ว มาพร้อมกับเทคโนโลยีสร้างสัญญาณภาพ 3 มิติ แค่สวมแว่นที่แถมมากับทีวีก็ได้ดูหนังใกล้เคียงกับ 3 มิติแล้ว แต่ถ้าให้ได้อรรถรส 3 มิติของแท้ชนิดลูกกระสุนพุ่งทะลุจอต้องดูกับแผ่นบลูเรย์ 3 มิติด้วยถึงสมบูรณ์

 ผู้ผลิตทีวีและแผ่นดีวีดีบลูเรย์ช่วยกันประสานเสียงโหมโรงกันอึ่งมี่ ท่ามกลางเสียงวิเคราะห์ว่าภาพยนตร์ 3 มิติเป็นแค่แฟชั่นชั่วคราว เหมือนกับที่แล้วมา เป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า ผู้บริโภคเองก็เริ่มลังเล กลัวว่าสุดท้ายจะจ่ายเงินแพงมาดูแค่ 2 มิติเท่านั้น

 บนเวทีประชุมที่ชื่อว่า DisplaySearch TV Ecosystem ที่เมืองซานโฮเซ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน ประเด็นทีวี 3 มิติถูกหยิบขึ้นมาถกเช่นกัน

 ประเดิมจากความเห็นของ ไมค์ อะบารี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของโซนี่ พูดถึงต้นทุนการทำภาพยนตร์ 3 มิติมันถูกลงเรื่อยๆ แต่ทำหนัง 3 มิติเจ๋งๆ สักเรื่องมันยาก เพราะฉะนั้นผู้ผลิตภาพยนตร์ต้องทำงานกันหนักหน่อยเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อหนัง 3 มิติ ไม่อย่างนั้นมีหวังโดนมองว่าเป็นแค่กลเม็ดของผู้ผลิตเท่านั้น

 เวทีประชุมดังกล่าวจัดขึ้นในจังหวะที่ภาพยนตร์เรื่อง Piranya 3 มิติกำลังฉายตามโรงภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จขึ้นแท่นหนังทำรายได้สูง

 ผู้แสดงความเห็นอีกคนหนึ่งจากห้องปฏิบัติการประสบการณ์ 3 มิติเพื่อผู้บริโภค สังกัดศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง บอกว่า สิ่งสำคัญของการสร้างภาพยนตร์ 3 มิติ ไม่ใช่เน้นเทคนิคพิเศษ แต่ต้องการเล่าเรื่องต่างหากที่มัดใจคนดู

 กระนั้นในความเห็นของตัวแทนโซนี่มองว่า หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนฉันใด ความสำเร็จของภาพยนตร์ 3 มิติก็ฉันนั้น ยังต้องพิสูจน์กันไปเรื่อยๆ

 ยกตัวอย่างความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง Avartar สามารถทำรายได้ถล่มทะลายทั่วโลกถึง 2,700 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบแสนล้านบาท เหมือนเป็นสิ่งตอกย้ำถึงยุคใหม่ของภาพยนตร์ 3 มิติมาถึงแล้ว และส่งอานิสงส์ไปยังทีวี 3 มิติและเครื่องเล่นบลูเรย์ด้วย แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างนั้น

 ผู้ผลิตทีวี เครื่องเล่นบลูเรย์ เกมคอนโซล 3 มิติยังดิ้นรนกันหน้าดำหน้าแดงเพื่อเอาชนะใจผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี 3 มิติ ยังเป็นของเล่นราคาแพงสำหรับคนรวยมากกว่าเป็นสินค้าที่ใครก็หาซื้อได้ง่าย และยอมจ่าย

 ทีวี 3 มิติเป็นหัวข้อที่พูดถึงกันมากในงานแสดงสินค้าผู้บริโภค (International Consumer Electronic) ผู้ผลิตหลายรายเริ่มส่งเครื่องวางจำหน่ายแล้ว ส่วนพานาโซนิค โซนี่ ซัมซุง แอลจี วิซิโอ และ โตชิบา ประกาศว่าปลายปีมีทีเด็ดแน่นอน ข้อเท็จจริงที่ว่าทีวี 3 มิติราคาสูงกว่าทีวีความละเอียดสูง หรือเอชดีทีวี การกล่อมให้ผู้บริโภคซื้อไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้คนไม่คิดลงทุน

 สำหรับโซนี่แล้วมีแผนในใจแล้วว่า ทีวี 3 มิติของค่ายตนจะวางจำหน่ายในราคาไม่แพงระยับ และราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อมจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น

 อุปสรรคอีกอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้คือการชมทีวี 3 มิติต้องสวมแว่นพิเศษเพื่อรับชม เจ้าแว่น 3 มิติเองราคาก็ใช่ย่อย บางรายแถมแว่นให้ 2 ชุดสำหรับผู้ซื้อ แต่หลายบ้านอยู่กันมากกว่า 2 คน หากต้องซื้อแว่น 3 มิติเพิ่มต้องจ่ายอีกเกือบ 5,000 บาท ช่างเป็นราคาที่ทรมานใจเหลือเกิน

 นี่ยังไม่นับว่าแว่นตา 3 มิติยังไม่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ใช้ร่วมกัน ไม่นับผลกระทบจากการนั่งชมภาพยนตร์ 3 มิติต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอายุ 18-30 ปี บ่นว่าหลังดูภาพยนตร์เสร็จแล้วรู้สึกอ่อนเพลีย ตาพร่า ปวดหัว ปวดตา โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่กับผู้ผลิตแว่น 3 มิติที่ต้องหาทางปรับปรุงไม่ให้ส่งผลกระทบต่อร่างกาย

 มองดูแล้ว อุปสรรคของทีวี 3 มิติมากมายเสียเหลือเกิน

 เมอร์ลิน