ไลฟ์สไตล์

สวก.นำล่องตรัง-กระบี่ดูผลวิจัย"รองเท้านารี-ปาล์มก้าวกระโดด"

สวก.นำล่องตรัง-กระบี่ดูผลวิจัย"รองเท้านารี-ปาล์มก้าวกระโดด"

22 ส.ค. 2553

ชั่วโมงนี้ดูเหมือนกระแสความตื่นตัวของเกษตรกรทั่วทุกภาค นอกจากจะสนใจปลูกพืชเศรษฐกิจอย่าง ยางพารา กันอย่างครึกโครมแล้ว พืชอย่าง ปาล์ม หรือแม้กระทั่งไม้ดอกไม้ประดับอย่าง กล้วยไม้รองเท้านารี ก็เป็นพืชเป้าหมายอีกชนิดที่เกษตรกรหลายครัวเรือนต้องการเพาะปลูกเพื่อ

 ในอนาคตพืชเหล่านี้จะขยายผลในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติได้ เพื่อเป็นการร่วมติดอาวุธให้เกษตรกรมีภูมิคุ้มกันที่ดี รวมทั้งขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาการเกษตรของไทยให้ก้าวไกล และดำเนินไปอย่างยั่งยืนในอนาคต สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ในฐานะเป็นหน่วยงานส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตรเชิงพาณิชย์ โดยการนำของ ดร.นภาวรรณ นพรัตน์นราภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจึงได้ยกทีมสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชม 2 โครงการวิจัยใหญ่ภายใต้การสนับสนุนของสำนัก เริ่มจากโครงการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อ ณ ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 100 ไร่ แห่งหมู่ 11 ต.โคกหล่อ อ.เมือง จ.ตรัง ที่บริหารจัดการโดย วันชัย มุกรัศมี หัวหน้าโครงการและนักวิจัย

 ต่อด้วยเยี่ยมชมโครงการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มแบบก้าวกระโดดของทีมงานวิจัย นำโดย ศ.ดร.สุจินต์ จินายน ผู้ก่อตั้งโครงการนี้ และใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งแห่งสวนเพาะพันธุ์ปาล์มของ เอนก ลิ่มศรีวิไล เจ้าของผลงานผลิตพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ปาล์มพันธุ์ลูกผสมโกลด์เด้นเทนอร่าสำเร็จเป็นเจ้าแรกของเมืองไทย บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ อ.เมือง จ.กระบี่ เป็นแปลงทดลอง

 "การลงพื้นที่หนนี้ก็เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านการเกษตรที่สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีและขยายผลเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้และประโยชน์แก่เกษตรกร ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ อย่างโครงการแรกนั้นช่วยลดปัญหาการลักลอบนำกล้วยไม้รองเท้านารีออกจากป่า ขณะเดียวกันก็เพิ่มการขยายพันธุ์ในเวลาอันสั้น ส่วนปาล์มก็เป็นพืชพลังงานทดแทนที่ให้น้ำมันสูง จึงมีผู้ปลูกและผู้ประกอบการน้ำมันให้ความสนใจกันมาก อย่างยิ่งในภาวะที่น้ำมันกำลังแพงเช่นนี้" ผอ.นภาวรรณ แจงเหตุในการยกทีมลงพื้นที่

 ด้วยเหตุที่รองเท้านารีในธรรมชาติมีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว การเป็นพืชอนุรักษ์ตามบัญชีไซเตส (CITES) บัญชี 1 ทำให้การขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายในอุตสาหกรรมกล้วยไม้จึงอยู่ในแวดวงจำกัด ที่สำคัญการขยายพันธุ์ทำได้เฉพาะการเพาะเมล็ด ที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะใช้เวลางอกนาน แถมได้ปริมาณต้นไม่มาก ขณะที่ผลผลิตที่ได้ไม่แน่นอน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งความสมบูรณ์ของเมล็ดในฝักไม่เหมาะสม เมล็ดในฝักแก่ไม่พร้อมกัน รวมทั้งความไม่เหมาะสมของอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง อีกทั้งการนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีแยกหน่อจะได้จำนวนต้นน้อยกว่าการเพาะเมล็ด เนื่องเพราะเติบโตช้าส่งให้แตกหน่อช้าและจำนวนหน่อที่ได้จากต้นเดิมมีเพียง 3-4 ต้นเท่านั้น

 "ศูนย์เริ่มโครงการเพาะเมล็ดรองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อมา 2-3 ปี โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมพัฒนากล้วยไม้รองเท้านารีภาคใต้ใน 7 สายพันธุ์ โดยสามารถร่นระยะเวลาการเพาะเมล็ดจนเป็นต้นสมบูรณ์พร้อมออกจากขวด จากทั่วไป 18 เดือน เหลือเพียง 9-12 เดือน พร้อมมีผลสำเร็จในการพัฒนาสูตรอาหารและได้ยื่นขอสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งผลผลิตกล้วยไม้รองเท้านารีที่เพาะด้วยเทคโนโลยีของโครงการจะแข็งแรงและมีอัตราการตายต่ำ" วันชัย มุกรัศมี หัวหน้าโครงการ แจง

 ปัจจุบันที่ศูนย์แห่งนี้ สามารถเพาะกล้วยไม้รองเท้านารีได้ใน 7 สายพันธุ์ คือ รองเท้านารีเหลืองกระบี่ รองเท้านารีเหลืองตรัง รองเท้านารีขาวสตูล รองเท้านารีขาวชุมพร รองเท้านารีช่องอ่างทอง รองเท้านารีคางกบใต้ และรองเท้านารีม่วงสงขลา มีกล้าพันธุ์รองเท้านารีที่ผลิตได้ทั้งหมดนับหมื่นกล้า

 เช่นเดียวกับโครงการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มแบบก้าวกระโดด อีกหนึ่งงานวิจัยที่ สวก.สนับสนุน ด้วยเหตุที่ว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุยาวนาน ซึ่งโครงการปรับปรุงพันธุ์แบบปกติจึงใช้เวลานานมาก และเพื่อจะก้าวกระโดดไปให้ถึงจุดหมายอย่างรวดเร็วและตรงเป้า โครงการวิจัยนี้จึงบูรณาการ 3 แนวทางใหญ่ๆ

 "คือการเพาะเลี้ยงคัพภะอ่อนของคู่ผสมจากแม่พันธุ์ Dura,D กับพ่อพันธุ์ Pisifera,P เพื่อสร้างลูกผสม Tenera,T ใหม่ที่สามารถขยายเนื้อเยื่อได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งการสร้าง T ใหม่ให้มีลักษณะตามต้องการในเวลาอันสั้นจะต้องคัดกรองเนื้อเยื่อ โดยชุดตรวจสอบ Bimarker ที่จะตรวจสอบเรื่องกะลาหนา ผลผลิตทะลายและน้ำมัน ลักษณะต้นผิดปกติจากการเพาะเลี้ยง" ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง แห่งศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หนึ่งในทีมวิจัยแจง หลังพาเดินตระเวนชมแปลงปรับปรุงพันธุ์แบบก้าวกระโดด ที่สวนเพาะพันธุ์ปาล์มของเอนก ลิ่มศรีวิไล แห่ง อ.เมือง จ.กระบี่

 ดร.สมวงษ์ เสริมอีกว่า เมื่อได้ลูกผสม T ที่ปรับตัวได้ดีในแปลงปลูกแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะมีการปลูกทดสอบในพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่งที่ครอบคลุมพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกปาล์มในทุกภาคของประเทศไทย

 "การบูรณาการระหว่างการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกับการคัดกรองด้วย biomarker นับเป็นหัวใจของโครงการนี้ ที่สำคัญเจ้า bio โดยเฉพาะชุดตรวจสอบกะลาหนาจะถูกนำมาพัฒนาเป็นชุดตรวจสอบลูกผสม Tenera ที่รวดเร็วและแม่นยำที่สุดเพื่อนำไปใช้ในภาคสนามต่อไป ซึ่งโครงการนี้หากประสบผลสำเร็จก็จะช่วยย่นระยะปาล์มที่กว่าจะให้ผลผลิตนั้นต้องใช้เวลายาวนานเป็น 20 ปี จะเหลือเพียง 7-8 ปีเท่านั้น"

 เกษตรกรท่านใดที่อยากรู้ถึงขั้นตอน วิธีการเพาะชำกล้วยไม้รองเท้านารี หรือแม้กระทั่งการเพาะพันธุ์ปาล์มแบบก้าวกระโดดแบบที่ว่านี้ จะด้วยยึดเป็นอาชีพในอนาคต หรือศึกษาไว้เป็นภูมิรู้ หรือจะด้วยเหตุผลอื่นก็ตามที...ต้องหาโอกาสแวะเวียนมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง ณ โครงการเหล่านี้!
  

ธานี กุลแพทย์