
ประชุมแก้บทลงโทษกม.ภาพยนตร์27ส.ค.
วธ.จับมือตำรวจ ผู้พิพากษา พาณิชย์ แก้บทลงโทษ กม. ภาพยนตร์ 27 ส.ค.นี้ สั่ง สวช. สรุปปัญหาหลังประกาศใช้กว่า 2 ปีรายงานด่วน
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางแก้ไขพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 หลังเกิดกรณีนายสุรัตน์ มณีนพรัตนสุดา คนเก็บขยะ สังกัดกรุงเทพมหานคร และนายสมชัย นันทวนิชย์ ลูกจ้างร้านขายอะไหล่รถยนต์ ตกเป็นจำเลยความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ จำพวกแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ โดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งศาลสั่งปรับเป็นเงินหลักแสนบาทและถูกกักขังแทนค่าปรับหลังไม่มีเงินชำระ ว่า การแก้ไขพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้นมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) สรุปปัญหาการประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารายงานให้ตนทราบ รวมทั้งสำรวจความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องบทลงโทษของหมวดการกระประกอบกิจการภาพยนตร์
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า เบื้องต้นมองว่าประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขคือการลงโทษผู้ประกอบกิจการที่ไม่มีใบอนุญาต เพราะขณะนี้ไม่ได้แยกประเภทธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการรายย่อยและทำเป็นธุรกิจหลัก โดยในพ.ร.บ.ดังกล่าวกลับเหมารวม เช่น มาตรา 37 ห้ามผู้ใดประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และมาตรา 38 ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ปรากฏว่าบทลงโทษสองมาตราเหมือนกันคือผู้ใดฝ่าฝืนและไม่มีใบอนุญาตต้องโทษปรับตั้งแต่ 2 แสนบาทถึง 1 ล้านบาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 1 หมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
“ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอีกประเด็นคือผู้ประกอบกิจการจำหน่าย ให้เช่าแผ่นวีซีดีและดีวีดี ประเภทแผงลอยตามตลาดนัดและตามห้างสรรพสินค้า เนื่องจากพบว่าไม่สามารถออกใบอนุญาต ได้ เพราะร้านประเภทดังกล่าวไม่มีที่ตั้งเป็นหลักแหล่ง ดังนั้นต้องหาแนวทางว่าจะทำอย่างไร ส่วนที่หลายฝ่ายเสนอให้ออกใบอนุญาตชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหานั้นยังไม่ได้หารือถึงความเป็นไปได้ไหม อย่างไรก็ตามผมจะเสนอให้ใช้โอกาสนี้แก้บทลงโทษผู้ประกอบกิจการวีดีทัศน์ อาทิ ร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต มาตรา 53 ห้ามผู้ใดจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับผลประโยชน์ เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และมาตรา 54 ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช้า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน เนื่องจากมองว่าบทลงโทษทั้งสองมาตราที่ปรับตั้งแต่1 แสนบาทถึง 5 แสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 หมื่นบาทตลอดระเวลาที่ฝ่าฝืนนั้นสูงเกินไป” รัฐมนตรีว่าการ วธ. กล่าว
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ในวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 13.00 น. วธ.จะเชิญผู้ประกอบกิจการ ตำรวจ ผู้พิพากษา กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชน มารับฟังความเห็นและหารือเบื้องต้นว่าเห็นด้วยไหมที่จะปรับแก้บทลงโทษไหม อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้นจึงอยากให้ผู้ประกอบกิจการที่ยังไม่มีใบอนุญาตให้เร่งดำเนินการมายื่นขอเพราะการแก้กฎหมายอาจต้องใช้เวลาอีกนาน



