ไลฟ์สไตล์

เปลี่ยนนิสัย(เสีย)ลูกได้หมอแนะควรเริ่มก่อน"อนุบาล"

เปลี่ยนนิสัย(เสีย)ลูกได้หมอแนะควรเริ่มก่อน"อนุบาล"

20 ส.ค. 2553

ก้าวร้าว เกเร เอาแต่ใจตัวเอง คือพฤติกรรมของเด็กๆ ที่ไม่ได้ดังใจพ่อแม่ ซึ่งนับวันจะยิ่งพบมากขึ้นในสังคมไทย สำนักพิมพ์รักลูกบุ๊กส์ จึงจัดสัมมนา “เม้าท์พฤติกรรมลูกกับหมอดุสิตและหมอพงษ์ศักดิ์”เผยเทคนิคปรับพฤติกรรมลูก ในงานเปิดตัวหนังสือ “กลุ้มใจนิสัยลูก เปลี่

 นพ.ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น และผู้อำนวยการโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ เปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกให้ได้ผลดีนั้น ให้มองว่าพฤติกรรมของเด็กที่เป็นปัญหา เป็นโอกาสดีที่พ่อแม่ลูกจะได้เรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน ไม่ใช้ความรุนแรง และสร้างให้บรรยากาศในการอยู่กับลูกไม่กดดันและไม่น่าเบื่อ

“เด็กที่อยู่ในช่วงวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ เป็นวัยที่ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่มากนัก แต่ต้องการทำอะไรด้วยตนเอง และเด็กๆ ในวัยนี้เป็นผู้ที่ยึดครองอำนาจการต่อรองไปจากพ่อแม่เก่งมาก ถ้าพ่อแม่ยอมลูกตั้งแต่เล็กจนโตจะติดเป็นนิสัยไปจนเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นพ่อแม่ควรฝึกเรื่องง่ายๆ ที่ฝึกได้ที่บ้านคือ หัดให้ลูกกินข้าวด้วยตัวเองแม้จะหกเลอะเทอะบ้างก็ตาม หลังจากนั้นควรชมว่าลูกเก่งจังเลยสามารถกินข้าวเองได้แล้ว เป็นการสร้างกำลังใจให้แก่เขาว่าทุกครั้งที่เขาทำสิ่งดีๆ ได้ด้วยตนเอง เขาจะได้รับคำชมจากพ่อแม่และเป็นความภูมิใจของเขาด้วย”

นพ.ดุสิตยังแนะนำหลักสำคัญในการเลี้ยงลูกวัยนี้ว่า ต้องรู้จักใช้ไม้อ่อนไม้แข็งให้ถูกจังหวะ ถ้าสิ่งไหนไม่ดี ไม่เหมาะไม่ควร ต้องสกัดทันที ถ้าลูกทำดีให้ชม โดยยึดหลัก 1.ชมการกระทำเมื่อเขาทำดี และ 2.ชมเมื่อเขาสามารถทำได้เองและถูกต้อง ทำให้เขารู้ว่าเมื่อไรที่หนูตัดสินใจปฏิบัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยตนเองเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ยินดีปรีดา เหล่านี้จะเป็นแรงเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่ดี ซึ่งจะหล่อหลอมลูกไปจนโต เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็จะรู้จักควบคุมและทำสิ่งที่ถูกที่ควรด้วยตัวเอง

“การห้ามหรือการต่อรองความต้องการของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรดูความเหมาะสมของบริบทรอบข้าง มาประกอบการตัดสินใจ เพราะเด็กยังไม่รู้ว่าอะไรเหมาะอะไรควร พ่อแม่จะต้องเป็นคนตีกรอบให้แก่ลูก แต่ต้องอยู่ในขอบเขต ไม่ใช่การบังคับขู่เข็ญ”

ด้าน นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น วิทยาลัยแพทยศาสตร์และวชิรพยาบาล กล่าวว่า Role Model หรือบทบาทของคุณพ่อคุณแม่มีความสำคัญมากต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี และรู้จักวางกรอบความเหมาะสมตามบริบทของสังคม คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักห้ามปรามไม่ตามใจเขา ถ้าหากว่าพ่อแม่ไม่มีวิธีที่เหมาะสมปล่อยให้ลูกยึดอำนาจ เขาจะยึดอำนาจเรื่อยๆ ไปจนโต และสิ่งที่ลูกเรียกร้องก็จะมากขึ้นๆ เกิดเป็นปัญหาใหญ่เกินควบคุม

นพ.พงษ์ศักดิ์ยังเสริมว่า กระบวนการเหล่านี้นอกจากจะฝึกให้ลูกรู้จักควบคุมตัวเอง ยังช่วยฝึกให้เขามีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเอง หรือมี Self Extreme ซึ่งมาจากการที่เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่มีคุณค่า และมีความสามารถควบคุมดูแลตนเองได้ เมื่อเขามีความมั่นใจ รู้ว่าตนเองทำได้ก็จะรู้สึกดีกับตัวเอง และอยากทำสิ่งดีๆ นั้นไปเรื่อยๆ เกิดเป็นพฤติกรรมที่ดีติดตัวไปจนโต

“แนะนำว่าเวลาเจอปัญหาขอให้คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งท้อ ให้คิดว่าเป็นโอกาสที่พ่อแม่จะได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองไปด้วย เมื่อเด็กๆ มี Self Extreme คุณพ่อคุณแม่เองก็จะมี Self Extreme มีความมั่นใจ ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหนก็รับมือได้หมด เพราะเด็กๆ ในวันนี้คืออนาคตของประเทศชาติ ที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องฝากให้เขารับช่วงดูแลต่อไป”

ดังนั้นการสร้างพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่ลูก ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าอนุบาล ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญของชีวิต และมีพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดี และยึดหลักบันได 4 ขั้น ง่ายๆ คือ การเก็บข้อมูล แล้วนำมา วิเคราะห์พฤติกรรม เริ่มวางแผนและลงมือ โดยใช้ความอ่อนโยน และไปสู่ การสร้างนิสัย ปลูกฝังให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมที่ดีกว่า

“คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้มักจะปล่อยให้ลูกทำตามใจตัวเอง เพราะเหนื่อยที่จะรบกับลูก ทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตัวเองไม่ได้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม เด็กๆ ควรจะรู้จักควบคุมตนเอง รู้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร อะไรทำได้ทำไม่ได้ ซึ่งจะต้องสอนกันมาเหมือนตอกหมุดตั้งแต่เล็กๆ และควรจะเริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าอนุบาล ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญของชีวิต” อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข กรรมการสมาคมอนุบาลแห่งประเทศไทยกล่าวทิ้งท้าย

 0 สายไหม  พึ่งพงษ์0 รายงาน