
เผยหญิงถูกละเมิดสิทธิทางเพศผ่านเน็ตกันยาก
สัมมนา กก.สิทธิฯ ไอซีที เผยหญิงถูกละเมิดสิทธิทางเพศผ่านอินเตอร์เน็ต รับป้องกันยาก ต้องไม่หลงเชื่อ ด้านผู้กำกับปราบปรามอาชญากรรมทางเพศ ระบุใช้กม.คอมพิวเตอร์จัดการ แนะใส่ข้อมูลต้องเป็นความลับ ยกเคสต้มตุ๋นผ่านเน็ตหลอกลวงประชาชน ด้าน สบท.แนะตั้งรหัสผ่านให้ยา
(19ส.ค.) ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ เทคโนโลยีไอซีทียุคใหม่ ใช้อย่างไร ไม่ละเมิดสิทธิ ” โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ นักธุรกิจและนักวิชาการเข้าร่วมอภิปราย
นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ กล่าวว่า ภัยของเทคโนโลยีไอซีทีในการละเมิดสิทธิส่วนใหญ่จะเกิดจากอินเตอร์เน็ต และเกิดกับผู้หญิง ซึ่งกระทรวงไอซีทีได้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1. การเผยแพร่ภาพลามก ยั่วยุให้เกิดการอยากรู้อย่างเห็นกับเด็กที่อยู่ในวัยเสี่ยง 2. การคุมคามประทุษร้ายทางเพศโดยใช้อินเตอร์เน็ต ที่ผ่านมากระทรวงไอซีทีได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตรวจหายูอาร์แอลของคอมพิวเตอร์ที่เป็นต้นต่อของการเผยแพร่ภาพ เพราะพบว่ามี่การนำภาพแอบถ่ายไปเผยแพร่ จนทำให้เหยื่อเกิดความอับอายขายหน้า โดยมีตัวอย่างว่า มีบุคคลส่งภาพของเพื่อนไปให้เพื่อนอีกคน แต่สุดท้ายก็ถูกเพื่อนไปใช้ในทางที่ไม่ดี โดยมีการบอกเบอร์โทรศัพท์และระบุข้อความที่ว่า ต้องการขายบริการทางเพศ
นายธานีรัตน์ กล่าวต่อว่า 3. มีการขายบริการทางเพศ 4. มีการใช้เทคโนโลยีขายสิ่งผิดกฎหมาย อาทิ ยาลดความอ้วน 5. มีการใช้อุปกรณ์ไอซีทีไปแอบถ่ายภาพ เพื่อการอนาจาร 6. มีการโพสต์ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม 7. มีการนำไปสร้างเกมส์ออนไลน์ที่ลามกและมีความรุนแรง ส่งผลทำให้มีการลอกเลียนแบบ ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเฉพาะกับเยาวชน ผู้ปกครองต้องคอยสอดส่องการใช้เทคโนโลยี อาทิ ในบ้านไม่ควรนำคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนอนของเด็ก เพราะเว็บไซด์ผิดกฎหมายจะเข้ามาในช่วงเวลา 01.00 - 02.00 น. ซึ่งทางกระทรวงไอซีทีก็มีการจัดทำโปรแกรม ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลัง ควบคุมเวลาการเล่นอินเตอร์เน็ต หรือบล็อกเว็บไซด์ที่เป็นภัยไว้ได้ โดยผู้ปกครองสามารถโหลดโปรแกรมดังกล่าวได้จากเว็บไซด์ของกระทรวงไอซีที อย่างไรก็ตามยอมรับว่า การป้องกันเรื่องคงทำไม่ได้หมด ดังนั้นผู้ที่จะใช้เทคโนโลยีไอซีทีก็ต้องรอบคอบในการใช้และไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ
พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา รองผบก.ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีละเมิดสิทธิส่วนใหญ่จะพบเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีการดำเนินคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะการใช้เว็บบอร์ดในต่างประเทศจะไว้ในการแสดงความคิดเห็น แต่ในประเทศไทยกับใช้ในการร้องเรียนและด่าพ่อล่อแม่ สิ่งที่อยากเน้นคือ การเข้าสู่สังคมออนไลน์ต้องคิดว่า มีทั้งคนที่หวังดีและไม่หวังดี ดังนั้นข้อมูลส่วนบุคคลควรที่จะเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่าย เบอร์โทรศัพท์ เบอร์บัญชีธนาคารและวันเดือนปีเกิด ซึ่งไม่นานมากนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งส่งออกและนำเข้าสินค้าจากประเทศเกาหลีและจีน โดยมีการเปิดขายสินค้าในเว็บไซด์ และมีการเปิดเผยชื่อ เบอร์โทรศัพท์และเบอร์บัญชี เพื่อไว้ให้ลูกค้าไว้ติดต่อและโอนเงินซื้อของ ซึ่งหญิงคนดังกล่าวจะเปิดบัญชีอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งกับธนาคารไว้ ปรากฎว่า คนร้ายที่เป็นผู้หญิงก็ใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากที่เหยื่อได้ให้ข้อมูลในเว็บไซด์ ก่อนที่จะโทรศัพท์ไปที่คอลซ็นเตอร์ของธนาคาร โดยอ้างตัวเป็นเจ้าของบัญชี แต่ลืมรหัสผ่านของบัญชี ซึ่งทางธนาคารก็จะถามข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า โดยทางคนร้ายสามารถตอบคำถามได้หมด เพราะทราบข้อมูลส่วนตัวจากเว็บไซด์ที่เหยื่อลงไว้ และได้รหัสผ่าน ก่อนที่จะไปกดเงินออกมาจากธนาคารจำนวน 3 แสนบาท
พ.ต.อ.ศิริพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยได้รับอีเมลล์ที่ระบุข้อความน่าเชื่อถือ โดยอ้างว่า เป็นวิศวกรชาวสเปนที่ร่วมอยู่ในขบวนการที่เตรียมจะลักพาตัวลูกสาวของผู้บริหารคนดังกล่าว แต่เกิดผิดใจกับผู้ร่วมขบวนการ จึงแยกตัวและเดินทางไปอยู่ที่ประเทศอุรุกวัย แต่ขบวนการมีการวางแผนที่จะลักพาตัวลูกสาวที่ไซด์งานในจ.ปราจีนุบรี ซึ่งคนร้ายยังอ้างว่า มีข้อมูลการดำเนินการทั้งหมดแลพะพร้อมที่จะส่งข้อมูลให้ แต่ต้องแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง โดยทางผู้บริหารค่อนข้างเชื่อเชื่อกับข้อมูล เพราะข้อมูลที่มีนำมาอ้างเป็นข้อมูลที่ถูกต้องทุกอย่าง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำข้อมูลไปวิเคราะห์ทำให้รู้ว่า เป็นการหลอกลวง และรู้ว่า ข้อมูลที่คนร้ายนำมาอ้างนั้น เป็นข้อมูลของบริษัทที่ได้จากเว็บไซด์ที่เผยแพร่ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นกับลูกค้า ทำให้ต้องนำข้อมูลมาลงไว้ในเว็บไซด์ คนร้ายจึงใช้ข้อมูลจากส่วนนี้มาใช้อ้างอิง
ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีเทค กล่าวว่า เทคโนโลยีมีคุณประโยชน์มากกว่าโทษ อย่างเช่นกรณีเครื่องบินตกในจ.น่าน ก็สามารถค้นหาได้จากสัญญาณจีทีเอส ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ นอกจากนี้ในประเทศจีนที่เคยถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจรีดไถ เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาก็มีการถ่ายภาพและนำมาลงในเว็บไซด์ จนต่อมาทางประเทศจีนก็ได้มีการสังคายนาเจ้าหน้าที่เทศกิจใหม่ทั้งระบบ แต่เทคโนโลยีก็มีด้านสีเทามากเช่นกัน อย่างกรณีเอสเอ็มเอสกวนใจที่ส่งไปยังประชาชนวันละหลายๆรอบ ซึ่งความจริงไม่สามารถที่จะโทษโอเปอร์เรเตอร์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะการส่งเอสเอ็มเอสในลักษณะดังกล่าว บางครั้งทางห้างร้านจะเป็นผู้ส่งเอสเอ็มเอสถึงลูกค้าเอง โดยโอเปอร์เรเตอร์จะทำหน้าที่เป็นเพียงไปรษณีย์ส่งข้อความเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ถือว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับโอเปอร์เรเตอร์ที่มีหลอกลวงอยู่ในปัจจุบัน
น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผอ.สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมมาคม(สบท.) กล่าวว่า ปัญหาส่วนใหญ่ในการละเมิดสิทธิคือการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลในโลกอินเตอร์เน็ตถือว่า จะเป็นตัวแทนของตัวเรา ถ้าใครสามารถยึดข้อมูลของเราไปได้ ก็จะสามารถครอบครองชีวิตของเราได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงรักษาข้อมูลในส่วนนี้เป็นอย่างดี อย่างเช่นการใช้อีเมลล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซด์ hotmail yahoo facebbok และ twitter ก็ควรมีตั้งรหัสผ่านให้เข้าถึงยาก ซึ่งไม่ควรใช้ตัวเลขหรือตัวอักษรเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ผสมกัน รวมทั้งไม่ควรใช้รหัสผ่านเดียวไปโดยตลอด
น.พ.ประวิทย์ กล่าวต่อว่า การเข้าสู่สังคมออนไลน์ผู้ใช้ควรศึกษาข้อมูลให้มาก ซึ่งที่สำคัญไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัวกับใคร อย่างเช่นเว็บไซด์ facebook มีการตั้งระบบให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของบุคคลที่เป็นสมาชิก รวมทั้งสามารถให้เครือข่ายเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลส่วนบุคคลได้เป็นจำนวนมาก ขณะที่การจะปกปิดข้อมูลส่วนตัวก็จะทำได้ยากเช่นกัน เพราะจะต้องเข้าไปคลิก เพื่อเซ็ทระบบปกปิดข้อมูลแต่ละรายการที่มีจำนวนมาก อีกทั้งถ้าเราไม่กำหนดให้ระบบปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลของเราก็จะถูกค้นพบได้ในระบบการค้นหาของเว็บไซด์ google ซึ่งการที่ข้อมูลส่วนตัวมีการเปิดเผยและดาวน์โหวตได้ง่ายก็จะเป็นอันตราย หากมีการนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกับเว็บไซด์ twitter ที่มีการนำข้อมูลที่ได้รับหรือเห็นมาโพสต์ไว้ในเว็บไซด์ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถ retweet ได้ ซึ่งในบางครั้งผู้ที่ได้รับข้อมูลอาจมีการตีความหมายของข้อความผิด
น.พ.ประวิทย์ กล่าวอีกว่า ก่อนที่จะโพสต์ข้อมูลลงไปในสังคมออนไลน์ควรที่จะคิดให้รอบคอบ อย่างคิดแค่ว่าเป็นการพูดคุยกับเพื่อน และไม่มีใครเห็น อย่างลูกหลานก็ไม่ควรให้ใช้เว็บไซด์ facebook เพราะความไร้เดียงสาของเด็กก็นำภัยมาสู่ตัว อาทิ การโพสต์ข้อความว่า ไม่มีคนอยู่บ้าน แม่ยังไม่กลับ ทำให้เป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาเข้ามาก่อเหตุชิงทรัพย์ได้ หรือรูปภาพของบุตรหลานที่ไม่ควรมีการนำไปโพสต์ในเว็บไซด์เหล่านี้ เพราะอาจมีปัญหาในเรื่องความปลอดภัย อย่างในต่างประเทศคนดังพยายามที่จะปกปิดหน้าตาของบุตรหลานของตัวเอง เพราะกลัวถูกลักพาตัว ส่วนในประเทศไทยขนาดลูกของนายกรัฐมนตรียังมีเจ้าหน้าที่มาคุ้มกันอย่างเต็มที่ที่มหาวิทยาลัย เพราะกลัวไม่ได้รับความปลอดภัย นอกจากนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกหลอกลวงไปข่มขืน ก็ต้องมีการทำความเข้าใจกับเยาวชนในการใช้อินเตอร์เน็ตว่า ไม่ควรติดต่อหรือพูดคุยกับคนแปลกหน้าในสังคมออนไลน์ ส่วนเรื่องคอลเซ็นเตอร์ต้มตุ๋นนั้น ผู้ที่ได้รับโทรศัพท์ในลักษณะนี้ก็ต้องมีความรอบคอบและต้องเข้าใจว่า การทำธุรกรรมในวงเงินจำนวนมาก ธนาคารสามารถที่จะรอและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบได้



