ไลฟ์สไตล์

ศาลไม่รับฟ้องร้องระงับกทช.ออกเกณฑ์ขอใบอนุญาต3จี

ศาลไม่รับฟ้องร้องระงับกทช.ออกเกณฑ์ขอใบอนุญาต3จี

19 ส.ค. 2553

ศาลปกครองกลาง ไม่รับฟ้อง ร้องระงับ กทช. ออกประกาศ 2 ฉบับ กำหนดหลักเกณฑ์ขอใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์ ระบบ 3 G คลื่นความถี่ 2.1 GHz

 ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 19 ส.ค.53 นายจำกัด ชุมพลวงศ์ ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีที่นายพรชัย มีมาก ยื่นฟ้อง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นผู้ถูกฟ้อง เรื่อง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบกฎหมาย กรณีที่ กทช. ออกประกาศ ฉบับลงวันที่ 23 ก.ค.53 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ที่ได้ลงประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว 29 ก.ค.53

 มีเนื้อหาเกี่ยวกับความถี่ที่ยังไม่มีการทำแผนความถี่แห่งชาติ และออกประกาศ กทช. ฉบับลงวันที่ 28 ก.ค.53 เรื่องการขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์ IMT ย่าน 2.1 GHz ซึ่งเป็นการกระทำเกินอำนาจ เพราะความถี่นั้น ยังเป็นความถี่ที่ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องทำแผนความถี่แห่งชาติ ตาม มาตรา 62-63 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ที่กำหนดให้ กทช. และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ต้องร่วมกันทำแผนความถี่แห่งชาติก่อนจึงนำไปจัดสรรได้ ซึ่งวันที่ออกประกาศ กทช. ดังกล่าว คงมีแต่เพียง กทช.เท่านั้น ยังไม่มี กสช.แต่อย่างใด ขณะที่ กทช.ไม่มีอำนาจในการจัดประมูลเพื่อให้ได้ใบอนุญาต

 นอกจากนี้ การกำหนดให้ผู้ที่ประมูลต้องเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี ทำให้การประมูลมีรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งที่อยู่ในข่าย ขณะที่หากรัฐวิสาหกิจจะประมูลได้ต้องมีการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จึงเท่ากับเป็นการบังคับให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจกับ กทช. ออกข้อกำหนด และประกาศยังจะส่งผลต่อการให้บริการ 2 G อย่างต่อเนื่องด้วย เนื่องจากมีการกำหนดให้ผู้ที่ประมูลใบอนุญาตได้ ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐที่เรียกว่า 2 G ยุติการประกอบการเมื่อครบกำหนดสัญญาสัมปทาน ขณะที่ยังเป็นการบีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนเครื่องมาใช้ระบบ 3 G ทั้งที่ระบบ 3 G ต้องมีการสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมเสียก่อน ซึ่งกว่าที่ครอบคลุมพื้นที่เหมือนกับระบบ 2G ต้องใช้เวลานานนับปี

 ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เนื้อหาประกาศของ กทช. ทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าว เป็นประกาศที่มีเนื้อหาในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการอนุญาตใช้คลื่นความถี่ เงื่อนไขการดำเนินการก่อนได้รับอนุญาต การชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และมาตรการรักษาความเป็นธรรมและผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งเป็นการกำหนดข้อห้ามสำหรับผู้แทน ผู้มีสิทธิถือครองและเข้าถึงข้อมูล ผู้รับใบอนุญาต และเป็นการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการขอรับใบอนุญาต จึงฟังได้ว่า เป็นการประกาศเพื่อให้ผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตทราบถึงหลักเกณฑ์ และไม่ปรากฏว่ามีส่วนใดของประกาศที่กระทบสิทธิหน้าที่ของผู้ใช้บริการแต่ละรายเป็นการเฉพาะตัว จึงเห็นว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการออกประกาศคือผู้ที่จะขอรับใบอนุญาต ดังนั้นเมื่อผู้ฟ้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีคุณสมบัติขอรับใบอนุญาต โดยผู้ฟ้องไม่ได้แสดงให้เห็นว่า มีส่วนได้เสียจากการออกประกาศ กทช. ขณะที่การอ้างว่า กทช. ไม่มีอำนาจจัดให้มีการประมูลขอใบอนุญาต และประกาศทั้งสองกีดกันรัฐวิสาหกิจไม่ให้มีโอกาสได้รับใบอนุญาต ก็ไม่ใช่ความเดือดร้อนเสียของผู้ฟ้อง ส่วนข้ออ้างว่า จะไม่มีโอกาสใช้บริการ 2 G อย่างต่อเนื่อง และถูกบีบบังคับให้เปลี่ยนเครื่องใหม่เป็น 3 G นั้น ประกาศทั้งสองฉบับไม่มีข้อกำหนดใดที่เป็นการยกเลิกการให้บริการโทรศัพท์ระบบ 2 G ทั้งหมด จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปเอง และผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้เดือดร้อนที่จะมีสิทธิ์ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ