ไลฟ์สไตล์

กล้วยไม้กับความรัก ชื่อนี้มีเสน่ห์ (1)

กล้วยไม้กับความรัก ชื่อนี้มีเสน่ห์ (1)

20 ส.ค. 2553

เธอที่รักของฉันหลายคน ซึ่งขณะนี้ติดตามข้อเขียนของฉันอย่างใกล้ชิด คงได้อ่านหนังสือที่ชื่อ “หอมกลิ่นกล้วยไม้” เล่มแล้วเล่มเล่า

 ที่น่าสงสัยก็คือ คนที่ไม่ได้สนใจปลูกกล้วยไม้ หากกลับให้ความสนใจอ่านหนังสือที่ชื่อนี้จนกระทั่งเคยชิน เรื่องนี้คงมีที่มาที่ไปซึ่งฉันขออนุญาตนำมาเล่าให้เธอฟัง

 หวนกลับไปนึกถึงอดีต ช่วง พ.ศ.2515 เป็นต้นมา ในฐานะที่ตัวฉันเองมีวิญญาณความเป็นครูอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ฉันมักให้โอกาสลูกศิษย์ติดตามไปร่วมทำงานด้วยเป็นประจำ

 ยิ่งกาลเวลาผ่านพ้นมา ดูเหมือนดวงวิญญาณจะเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก แม้กระทั่งช่วงที่ตัวฉันเองเข้าไปรับตำแหน่งและทำหน้าที่เป็นอธิการบดีบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดูเหมือนการนำปฏิบัติของฉันจะชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ คงเกิดจากเงื่อนไขภายในส่วนลึกของหัวใจที่ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของลูกศิษย์

 ฉันรู้ว่าโดยหลักธรรมแล้ว คุณงามความดีของบุคคลใดก็ตาม ควรเกิดจากการมุ่งมั่นลงไปทำงานอยู่ในระดับพื้นดินร่วมกับชีวิตเพื่อนมนุษย์ซึ่งยังตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้น หลายคนจึงสังเกตเห็นว่าไม่ว่าที่ไหนที่ชีวิตชาวบ้านกำลังมีปัญหาหนักฉันมักตามลูกศิษย์ลงไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับสภาพเช่นนั้นโดยไม่คำนึงถึงภัยอันตรายแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองจำต้องเสี่ยงกับการสูญเสียชีวิต แต่แทนที่ฉันจะรู้สึกเป็นทุกข์ กลับมีความสุขเพิ่มมากยิ่งขึ้น

 ช่วงที่เมืองไทยกำลังมีภัยร้ายแรง โดยเฉพาะภัยจากการแทรกซึมของกองกำลังคอมมิวนิสต์ ที่เข้ามาสุ่มโจมตีอยู่ในป่านับตั้งแต่ภาคอีสานไปจนถึงภาคใต้

 ในเวลาค่ำคืน แม้กระทั่งสองยามตีหนึ่ง ตัวฉันเองได้นั่งรถจี๊ปบุกเข้าไปในนั้นเพื่อไปอยู่กับลูกศิษย์ ซึ่งภายในรถจี๊ปคันนั้นคนขับได้นำเอาลูกระเบิดมือ 5 ลูกไปวางไว้ที่เท้า ส่วนบนตักยังเอาปืนยิงเร็ว เอ็ม 16 อีก 1 กระบอกมาวางไว้ด้วย

 ภายในจิตใต้สำนึก ฉันรู้ดีว่าการนั่งรถเปิดไฟสว่างเข้าไปในป่าลึกร่วม 50 กิโลเมตรนั้น แท้จริงแล้วก็คือเป้าเคลื่อนที่ให้คนที่ซุ่มอยู่ในป่าเล็งยิงได้ตามสบาย แม้จะมีอาวุธที่มีสมรรถภาพสูงแค่ไหนก็คงตายกับตายลูกเดียว

 ครั้นเข้าไปถึงที่หมายเป็นเวลาประมาณตีสอง บรรดาลูกศิษย์ซึ่งฉันถือว่าคือลูกหลานทุกคนได้เข้ามารุมล้อมด้วยความยินดี หลังจากนั้นจึงมีแขนสองข้างเข้ามาช้อนที่ร่างแล้วแห่ไปรอบค่ายอาสา

 เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ร่วมลงมือทำงานด้วยกัน แม้กระทั่งแบกกระสอบข้าวสาร รวมทั้งผสมปูนในกระบะเพื่อสร้างอาคารโรงเรียนให้เด็กนักเรียนชาวบ้านมีโอกาสศึกษาเล่าเรียน

 นี่เป็นเพียงส่วนย่อของการทำงานสำหรับคนที่ถือคติธรรมเอาไว้ในใจตนเองว่า “ยิ่งสูงก็ควรยิ่งต่ำ”  

           
"ระพี สาคริก"