ไลฟ์สไตล์

คนไทยจ่ายค่ามือถือแพงอันดับที่45ของโลก

คนไทยจ่ายค่ามือถือแพงอันดับที่45ของโลก

17 ส.ค. 2553

บ่ายวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ผู้บริหารค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่ง คงนั่งสะดุ้งหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะมีกลุ่มนักวิชาการรวมตัวกันแฉข้อมูลว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในไทยกว่า 60 ล้านเลขหมายกำลังถูกเอาเปรียบ ถูกล่อหลอกสารพัด บางครั้งก็ปั้นโฆษณาให้หลงเชื่อว่า คนไ

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) เปิดเผยว่า คนไทยตอนนี้สัดส่วนรายจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือแต่ละเดือนคิดเป็นอันดับที่ 45 ของโลก คือจ่ายร้อยละ 1 ของรายได้ต่อเดือน โดยประเทศที่จ่ายต่ำสุดคือฮ่องกง จ่ายแค่ร้อยละ 0.03 อันดับ 2 มาเก๊าจ่ายร้อยละ 0.09 อันดับ 3 สิงคโปร์ ร้อยละ 0.14 ส่วนมาเลเซียประเทศเพื่อนบ้านจ่ายแค่ร้อยละ 0.85 เท่านั้น 

 ข้อมูลเหล่านี้มาจาก "สหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ" (International Telecommunication Union : ITU) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "ไอทียู" ซึ่งคำนวณตัวเลขมาจากการสมมติให้ประชากรแต่ละประเทศกดโทรศัพท์มือถือออกเฉลี่ย 25 ครั้งต่อเดือน แล้ววิเคราะห์ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินเท่าไร ถ้าเทียบกับรายได้ต่อเดือนแล้วคิดเป็นเท่าไร ตัวอย่างเช่น คนไทยเงินเดือน 3 หมื่นบาท ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือเฉลี่ยประมาณ 300 บาท ส่วนคนฮ่องกงถ้าได้เงินเดือนเท่ากันมีค่าใช้โทรมือถือแค่ 3 บาท

 "ข้อมูลนี้เปรียบเทียบ 161 ประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซีย สิงคโปร์ ล้วนแต่จ่ายค่าโทรมือถือถูกกว่าคนไทย ทั้งที่มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า แม้แต่ในอินเดียยังมีค่าบริการแค่ 0.20-1 บาทต่อนาที ส่วนของไทย 0.25-3 บาทต่อนาที ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่น เมื่อตัวเลขออกมาอย่างนี้ก็อย่าไปหลงเชื่อว่า คนไทยจ่ายค่าโทรมือถือถูกที่สุดในโลก ส่วนประเทศที่จ่ายแพงสุดก็คือพม่า คิดเป็นร้อยละ 70 ของรายได้ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะพม่ามีบริษัทมือถือแค่แห่งเดียว และไม่มีบริการมากนัก ส่วนใหญ่จะใช้โทรศัพท์ตามชายแดนประเทศไทยมากกว่า" นพ.ประวิทย์ เล่า

 ที่สำคัญคือผลการสำรวจข้างต้นระบุว่า ระบบเติมเงินมือถือ หรือที่เรียกว่า "พรีเพด" ของไทย เอาเปรียบผู้บริโภคเช่นกัน เพราะหลายประเทศกำหนดวันใช้งานสูงกว่ามาก และให้เติมเงินในมูลค่าที่ต่ำกว่า เช่น ฮ่องกง หากเติมเงิน 50 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 205 บาท จะใช้งานได้นานถึง 180 วัน ส่วนสิงคโปร์ หากเติมเงินประมาณ 233 บาท สามารถใช้งานได้นานถึง 90 วัน ถ้าเปรียบเทียบกับอินเดียยิ่งน่าอิจฉา อาบังแค่เติมเงิน 200 รูปี หรือ 118 บาท ทุกๆ 6 เดือนก็สามารถใช้บริการได้ตลอดไป ส่วนคนไทยถูกบีบบังคับให้เติมอย่างน้อย 300 บาท และใช้ได้แค่ 30 วัน

 นพ.ประวิทย์ แฉต่อว่า ค่าบริการมือถือของไทยไม่ได้คิดเงินตามเวลาที่ใช้งานจริงเป็นวินาที เพราะถ้าโทรไม่ถึงนาทีจะถูกปัดเศษคิดเงินเป็นนาทีแรกทันที รวมทั้งโปรโมชั่นเหมาจ่ายรายเดือนแบบโทรไม่อั้นก็หลอกลวงลูกค้า เพราะความจริงคือโปรโมชั่น "โทรไม่ออก" ไม่ใช่ "โทรไม่อั้น" มีบางคนร้องเรียนมาว่าตั้งแต่ใช้โปรโมชั่นนี้ต้องกดหมายเลขเดียวกันถึง 50 ครั้งกว่าจะโทรติด !?!

 งานเสวนาหัวข้อ "ค่าโทร เมืองไทย ถูกได้กว่านี้" จัดขึ้นในห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4  สิงหาคม ที่ผ่านมา ดร.ประชา คุณธรรมดี อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้คนไทยถูกคิดค่าบริการมือถือเฉลี่ยนาทีละ 1.21 บาท แบ่งเป็นค่าเรียกออก ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย และค่ารับสายเรียกเข้า รวมที่จ่ายต่อปีแล้วทำกำไรให้บริษัท 3 ค่ายมือถือประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ค่ายเอไอเอสฟันไปเต็มๆ 1.5 หมื่นล้านบาท ดีแทคอันดับ 2 ได้ 5 พันล้านบาท ส่วนทรูมูฟน้องใหม่ได้ไป 1 พันล้านบาท

 "คนไทยจ่ายค่ามือถือแบบรายเดือนประมาณคนละ 500 กว่าบาท ส่วนคนที่ใช้แบบบัตรเติมเงินจ่ายเดือนละ 600 กว่าบาท แม้ต้นทุนจะลดลงและมีผู้ใช้บริการมากขึ้น แต่บริษัทมือถือทั้ง 3 เจ้ายังไม่ยอมลดค่าบริการลง มีการกำหนดค่าบริการเฉลี่ยนาทีละ 1.21 บาท เป็นราคาที่สูงเกินไป กทช.ต้องเข้ามากำกับดูแล เพื่อให้มีการคำนวณค่าบริการเฉลี่ยให้ต่ำลงกว่านี้ ส่วนแบบเติมเงินก็ต้องกำหนดระยะเวลาและเงินคงเหลือให้ชัดเจน" ดร.ประชา แนะนำ

 สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่อธิบายว่า บริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่งมีการฮั้วกัน หรือร่วมมือกันคิดค่าเชื่อมโยงเครือข่าย หรือที่เรียกว่า "ค่าไอซี" สูงเกินไป เพราะคิดแพงถึงนาทีละ 1 บาท หมายความว่าถ้าลูกค้าโทรหาเครือข่ายเดียวกันจะมีค่าบริการเฉลี่ยนาทีละ 0.88 บาท แต่ถ้าโทรหาเครือข่ายอื่นจะมีค่าบริการนาทีละ 1.44 บาท เพราะต้องจ่ายเงินค่าเชื่อมโยงเครือข่ายเพิ่มนาทีละ 1 บาท หากเจ้าไหนมีลูกค้าเยอะก็ได้เปรียบ ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งขันได้ยาก สิ่งที่ กทช.ต้องทำคือดูแลให้มีการลดอัตราค่าไอซีจากนาทีละ 1 บาท ให้เหลือต่ำกว่านาทีละ 30 สตางค์ เพราะเป็นตัวเลขสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง   
                    
 ดร.สมเกียรติ ยังเปิดเผยข้อมูลเด็ดเพิ่มเติมว่า ลูกค้าเอไอเอสโทรในเครือข่ายเพิ่มจากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 80 ส่วนดีแทคเพิ่มจากร้อยละ 45 เป็นร้อยละ 75 แต่ค่าบริการยังคิดนาทีละ 1 บาท ไม่ได้ลดลง บริษัทมือถือฟันกำไรจากค่าบริการส่วนนี้ประมาณปีละ 2.7 หมื่นล้านบาท มีรายงานวิเคราะห์ว่าบริษัทมือถือทั้ง 3 แห่ง มีต้นทุนค่าบริการแค่นาทีละ 29 สตางค์เท่านั้น ทั้งค่าเรียกออก ค่าเชื่อมโยงเครือข่าย ค่าโทรเข้า แต่มาเก็บผู้บริโภคนาทีละเกือบ 1 บาทกว่า ส่วนต้นทุนค่าไอซีก็ไม่เกิน 0.20-0.30 บาท เป็นตัวเลขที่ตรงกับที่ปรึกษาของ กทช.เคยเสนอไว้

 "ผมอยากเรียกร้องให้ผู้ใช้โทรศัพมือถือออกมากดดันให้ กทช.เร่งดำเนินการปรับลดค่าไอซีให้สะท้อนความเป็นจริง เพราะ กทช.ยืดเวลามานานมากแล้ว ถ้ายังล่าช้าก็ขอร้องให้คนที่เสียหาย หรือได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าไอซีสูงเกินจริง ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้เลย ผมพร้อมจะไปเป็นพยานให้"

 "สมชัย เลิศสุทธิวงค์" รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด เอไอเอส ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" ว่าการคิดค่าไอซีไม่ได้เป็นการฮั้ว แต่เป็นการเจรจาตามกรอบของ กทช. เพื่อช่วยให้การติดต่อสื่อสารของลูกค้าไม่ติดขัด ในประเทศไทย กทช.กำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 50 สตางค์ ซึ่งเป็นตัวเลขสะท้อนต้นทุนแท้จริง ส่วนเรื่องโปรโมชั่นหลอกลวงลูกค้านั้น ในส่วนของเอไอเอสปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 รูปแบบให้ลูกค้าเลือก การโทรไม่ออกหรือโทรติดยากอาจเป็นปัญหาในอดีต ปัจจุบันการออกแบบโปรโมชั่นจะคำนึงถึงเครือข่ายที่รองรับการใช้งานได้จริง เพราะต้องการรักษาลูกค้าไว้ในระบบ

 หลังจากฟังข้อมูลทั้ง 2 ฝ่ายแล้วก็ต้องลุ้นว่า เครือข่ายผู้บริโภคจะมีแนวร่วมมารวมตัวกันมากน้อยแค่ไหน ระหว่างรอคอย...คนไทยคงต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าโทรมือถือแพงกว่าอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียไปก่อน ?!!