
โอซากา
หลังจากผมกลับจากชิคาโกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมก็มีเวลาพักผ่อนนอนอยู่ที่บ้าน 3 คืน
หลังจากนั้นในวันที่ 23 กรกฎาคม ก็เดินทางไปแสดงที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น พอไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิก็ต้องรีบเช็กอินและโหลดของ เพราะเนื่องจากการเข้าแถว เพื่อตรวจพาสปอร์ตทะลักยาวเหยียดออกมาข้างนอกจนถึงบันไดเลื่อน ผมและคณะยืนเข้าแถวเพื่อรอคิวตั้งแต่ 3 ทุ่มแต่กว่าจะได้เข้าไปบริเวณตรวจพาสปอร์ตเป็นเวลา 4 ทุ่มครึ่ง ทว่าแถวที่ต่อกันยาวเป็นขดยากันยุงภายในบริเวณห้อง ดูแล้วยังไงก็น่าจะทันเวลาเครื่องบินออกในเวลา 5 ทุ่มตรงอย่างแน่นอน และที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากในวันนั้นเป็นวันศุกร์ที่มีวันหยุดต่อเนื่อง 4 วัน ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ทำให้ผู้คนเดินทางออกไปต่างประเทศมากเป็นพิเศษ ประกอบกับ ต.ม. ที่นั่งตรวจหนังสือเดินทางโต๊ะละ 2 ท่าน มีเหลือแค่โต๊ะละ 1 ท่าน ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่า ที่นั่นเขาทำงานกันแบบไหน รู้ว่าเป็นวันหยุดยาวแต่พนักงานหรือ ต.ม. กลับมีคนทำงานเพียงครึ่งเดียว และผู้โดยสารตกเครื่องใครจะรับผิดชอบ ซึ่งผู้โดยสารที่อยู่ในขณะนั้นรวมถึงคณะของผมก็มีความกังวลทุกๆ คน และมีชาวต่างชาติบางท่านตกเครื่องไปเรียบร้อย และคณะของผมกว่าจะได้ไปขึ้นเครื่อง ก็เป็นเวลา 5 ทุ่มเกือบครึ่ง โชคดีที่ว่าสายการบินเขาขยายเวลาออกไปให้ครึ่งชั่วโมง ไม่อย่างงั้นก็ตัวใครตัวมันแหละครับ
รุ่งเช้าในเวลา 6 นาฬิกา ผมกับสมาชิกในวงซึ่งคราวนี้มากันเพียง 4 คน ก็เดินทางมาถึงที่สนามบินเคนไซ เมืองโอซากา ได้พบกับ คุณรุ่ง กาญจนวิโรจน์ เจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำนครโอซากา นำรถบัสขนาดกลางมารับพวกเราทั้ง 4 คน มุ่งตรงไปที่โรงแรม Richga Royal เพื่อพักผ่อนเนื่องจากในคืนนี้จะต้องทำการแสดง ที่โรงแรม อิมพีเรียล โอซากา แต่อาจารย์เจี๊ยบมือกลองประจำวงกับน้องม็อคมือเบส ยังมีวิญญาณนักท่องเที่ยวหลงเหลืออยู่จึงชวนกันไปเดินเที่ยวส่วนตัวผมเลือกที่จะนอนมากกว่าเนื่องจากไม่ได้นอนมาทั้งคืน
บ่ายของวันเดียวกันผมตื่นขึ้นมาเห็นอาจารย์เจี๊ยบมือกลองนอนหลับสนิทจึงปลุกให้เตรียมตัวไปแสดง เนื่องจากเวลาบ่ายสองโมงครึ่งจะมีรถมารับ และที่นั่นทุกอย่างจะตรงเวลา ผมก็เลยต้องเข้มงวดกับทุกคน ในเรื่องของการนัดหมาย หลังจากถึงโรงแรมอิมพีเรียลพวกเราได้ทำการทดสอบเสียงเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้ออกไป พักผ่อนตามอัธยาศัย เพราะก่อนหน้าของวงผมก็มีการแสดงของ วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด ซึ่งจริงๆ แล้วงานในคืนนี้เป็นงานกินเลี้ยง ซึ่งทาง ททท. จัดขึ้นเพื่อเป็นการโปรโมท เทศกาลลอยกระทง ของเมืองไทย โดยอาศัยเทศกาลลอยกระทงของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ส่วนแขกที่มาร่วมงานก็คือ เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น รวมถึงกรุ๊ปทัวร์ภาคเอกชน ของประเทศญี่ปุ่น ส่วนทางของไทยก็จะมีแขกผู้ใหญ่หลายท่านเช่น รองผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้องของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรวมถึงคนสำคัญก็คือ ท่านชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงเท่ากับว่าแขกที่มาร่วมงานทั้งของไทยและญี่ปุ่น อยู่ในระดับบิ๊กทั้งสองประเทศ
หลังจากการแสดงของวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ดจบลงก็เป็นคิวแสดงของผม โดยครั้งนี้ผมได้จัดวงดนตรีร่วมสมัยที่แตกต่างไปจากเดิมคือจะเล่นเพียงสี่ชิ้น ก็คือ ระนาดเอก เปียโน ดับเบิลเบส และกลองชุด ส่วนเพลงก็จะนำเพลงไทยเดิมเช่น ลาวลำปาง พม่ารำขวาน มาเรียบเรียง เป็นแนวฟิวชั่นแจ๊ส แต่ความจริงแล้ววงดนตรีของผมวงนี้ ก็เล่นกันมานานหลายสิบงาน เพียงแต่ว่ายังไม่มีอัลบั้มออกมาเท่านั้นเองและเป็นวงที่เหมาะสมกับแขกผู้ใหญ่ซึ่งเล่นแล้วอาจจะฟังไม่ค่อยสนุกตื่นเต้น เหมือนกับวงขุนอินออฟบีทสยาม แต่เป็นดนตรีแนวร่วมสมัยที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบกับใคร ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปชมได้ใน Face Book / khun-in Pong ได้
และเมื่อแสดงของผมจบในเพลงที่ 4 ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายก็ได้รับเสียงปรบมือจากทุกคนที่อยู่ในห้องแกรนด์บอลรูมโดยเฉพาะ ท่านชุมพล ศิลปอาชา ได้ขึ้นกล่าวขอบคุณและขอจับมือกับทุกคนด้วยความชื่นชม และหลังจากที่พวกเราแสดงเสร็จก็ขึ้นรถกลับโรงแรม Richga Royal ส่วนการแสดงครั้งต่อไปของพวกเราก็คือ งานเทศกาลไทย ต้องรอยาวไปอีก 7 วัน ก็คือในวันที่ 31-1 สิงหาคม ดังนั้นในวันที่เหลือ พวกเราจะได้เที่ยวกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองนาราหรือ เกียวโตรวมถึงทุกคนจะได้ลิ้มรสอาหารญี่ปุ่น แบบแท้ๆ ตลอดทั้ง 7 วันก่อนถึงงานโดยทั้งหมดนี้ได้รับคำยืนยันจาก คุณโด่ง วัชรายุธ์ กัววงษ์ เจ้าหน้าที่ของ ท.ท.ท. ส่วนกลางที่ถูกส่งตัวมาดูแลพวกผมโดยเฉพาะ เอาไว้ฉบับหน้าผมจะพาไปเมืองนาราและเมืองเกียวโต สำหรับฉบับนี้สวัสดีครับ…
"ขุนอิน"



