
คนรักหมา -หมาตัวแรกของผม : การเมืองหมา
ครอบครัวของเราซึ่งประกอบด้วยภรรยา ผม มิคกี้และเซ็กซี่ (โปรดสังเกตลำดับอาวุโส) อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดและราบรื่น แต่เมื่อมิคกี้และเซ็กซี่เติบใหญ่ขึ้น ผมจึงสังเกตเห็นสัจธรรมบางประการที่อาจนำมาเทียบเคียงเรื่องราวของมนุษย์ได้
เป็นที่ทราบกันดีแล้วนะครับว่า หมานั้นเป็นสัตว์ฝูง อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนมาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ เรียกว่าเป็นสัตว์ที่มี “สังคม” ของตัวเองว่างั้นเถอะ จึงต้องมีวัฒนธรรมและขนบประเพณีของการอยู่ร่วมกันซึ่งย่อมรวมไปถึงเรื่องของการเมืองการปกครองด้วย ไม่อย่างนั้นก็อยู่ร่วมกันลำบาก ไอ้นี่แหละครับที่เขาเรียกว่า “การเมือง”
การเมืองการปกครองของหมานั้นง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องมีพรรคการเมือง ไม่จำเป็นต้องมีนโยบายไว้หาเสียง และไม่จำเป็นต้องมีการหาเสียงเพราะไม่มีการเลือกตั้ง ฯลฯ ทำให้ตัดเรื่องเสียหายทางการเมืองของหมาไปได้เยอะ เช่น ไม่ต้องซื้อเสียง ไม่ต้องซื้อตัวงูเห่า ไม่ต้องมีฝ่ายค้านมาคอยก่อกวนให้รัฐบาลต้องเสียวสันหลังโดยเฉพาะเวลาร่าง พ.ร.บ.สำคัญอย่างงบประมาณประจำปี จะต้องผ่านสภาแล้วเกิดภาวะเสียงปริ่มน้ำขึ้นมาจนนำไปสู่ข่าวลือว่าต้องไหว้วานพรรคพวกไปหาเสียงจากพวกฝ่ายค้านมาเพิ่มหน่อย อะไรทำนองนี้ เป็นต้น ยกตัวอย่างเพียงแค่นี้ ให้ท่านผู้อ่านเก็บไปจินตนาการต่อว่า การเมืองของหมานั้นไม่ยุ่งเหยิงเหมือนการเมืองในหมู่ชาวเราอย่างไร...
สรุปแล้วจะเห็นว่า การเมืองแบบของหมาก็มีส่วนดีไม่น้อยนะครับ แต่ถามว่าแล้วหมาปกครองกันอย่างไรในเมื่อไม่มีการเลือกตั้ง ?
การเมืองแบบหมา (ไม่ใช่ “แบบหมาๆ” ซึ่งมีความหมายต่างกันเยอะ) ใช้ระบบ “จ่าฝูง” เป็นหลัก ตัวไหนแข็งแรง เขี้ยวยาว กัดเก่ง ใจคอกว้างขวาง เสียสละ มีความรับผิดชอบต่อฝูง เห่าคำไหนเป็นคำนั้น มีหลักการ ซื่อสัตย์ กำหนดกฎเหล็ก 9 ข้อแล้วเอาจริงตามนั้น ใครเบี้ยวเป็นโดน ฯลฯ ตัวนั้นก็จะได้เป็นจ่าฝูงให้ทำหน้าที่เป็น องค์สุนัขาธิปัตย์ คือรวบอำนาจทั้ง บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เบ็ดเสร็จในตัวเอง
หากถามความเห็นนักวิชาการ (คน) รับรองว่าโดนด่าเช็ด เพราะเข้าลักษณะเผด็จการฟาสซิสต์ชัดๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อให้การศึกษาต่อมวลหมาทั้งหลายให้เข้าใจคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการปกครองของหมา โดยหมาและเพื่อหมา ตามที่ท่านประธานาธิบดีลินคอล์นว่าไว้
หากการเป็นไปเช่นนี้ก็เชื่อได้เลยว่า หลังจากหมารุ่นใหม่ได้รับความรู้ของนักวิชาการเหล่านี้แล้วก็จะนำไปสู่การกระด้างกระเดื่องขึ้นโดยเฉพาะใน หมู่หมาชั้นกลาง ที่อาจร่วมกับ หมาชั้นล่าง (หมาไพร่) กลายเป็นม็อบเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งดีไม่ดีอาจกลายเป็นศึกนองเลือดเพื่อโค่นล้มจ่าฝูงก็ได้
การวิเคราะห์การเมืองหมายังไม่จบ...อาทิตย์หน้าจะว่าต่อ
บัญชร ชวาลศิลป์



