
น้ำในรถยนต์
น่าจะเป็นเวลาที่จะทบทวนกันเรื่องน้ำ หรือของเหลวที่ใช้ในรถยนต์กันอีกสักครั้ง รถยนต์ติดเครื่องให้ทำงานด้วยแบตเตอรี่ ที่มีน้ำกรดเป็นตัวกระทำให้เกิดกำลังไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เมื่อใช้ไปนานเข้าการทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างน้ำกรดและแผ่นธาตุ น้ำกรดก็จะระเหยกลายเป
การเติมน้ำกลั่นจะต้องเติมให้อยู่ในระดับที่ถูกกำหนดไว้ ไม่มากหรือน้อยเกินไป ถ้าระดับน้ำกรดในแบต (ห้องเซล) น้อย (น้ำกรดแห้ง) แบตเตอรี่ก็จะเสื่อมประสิทธิภาพเร็วกว่าที่ควรปริมาณของประจุไฟที่จะเก็บไปใช้งานก็จะมีให้น้อยใช้ไม่นานไฟก็จะหมด ถ้าเติมมากกว่าระดับที่กำหนด ช่องว่างที่จะให้ไอของน้ำกรดก็จะมีน้อย แบตเตอรี่ก็จะร้อนหรือเสื้อแบตอาจจะบวม ประสิทธิภาพในการใช้งานจะลดลง (ใช้ได้ไม่ทน)
เมื่อ เครื่องยนต์ ทำงานก็จะเกิดความร้อน จึงต้องมีน้ำเป็นตัวนำพาความร้อนออกไประบายทิ้งที่ หม้อน้ำ หม้อน้ำจะบรรจุนำไว้ตามที่ผู้ผลิตกำหนด ยังเข้าใจกัน คลาดเคลื่อน ว่าหม้อน้ำที่ดีๆ ที่ระบายความร้อนได้ดีนั้นต้องเป็นหม้อน้ำที่ใหญ่จุน้ำได้มาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณ ของน้ำที่ต้องใช้ในการระบายความร้อนนั้นมีปริมาณที่ตายตัวความสำคัญ จึงไม่ได้อยู่ที่หม้อน้ำเล็กหรือใหญ่
ปริมาณน้ำที่บรรจุอยู่ทั้งระบบจะมีค่าตายตัวตามที่ผู้ผลิตกำหนด การระบายความร้อนจึงจะทำได้อย่างสมบูรณ์ ในรถยนต์ปัจจุบันจะมีถังพักน้ำสำรองเอาไว้เพื่อรองรับน้ำที่เดือดล้นจากหม้อน้ำมาเก็บไว้ ทำให้ไม่ต้องเติมน้ำกันบ่อยๆ การตรวจดูระดับน้ำในระบบระบายความร้อนในปัจจุบันจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดตรวจดูที่หม้อน้ำกันอีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตามด้วยความเคยชินและจากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา ผู้ใช้รถจึงมักจะตรวจระดับน้ำในระบบโดยการเปิดฝาที่หม้อน้ำดูระดับ เมื่อเห็นพร่องก็เติมและส่วนมากแล้วเมื่อต้องเติมก็จะเติมกันจนเต็มหรือล้นแล้วจึงปิดฝา (สบายใจดี) การเติมหม้อน้ำเต็มจนล้นก็เช่นเดียวกับแบตเตอรี่ จะต้องมีช่องว่างให้ไอน้ำอยู่ได้ด้วย เพราะเมื่อน้ำร้อนเดือดก็จะเป็นไอน้ำ เมื่อไม่มีช่องว่างให้ไอน้ำอยู่ (อยากให้ดูที่กาต้มน้ำชงกาแฟ ถ้าเติมน้ำจนเต็มแล้วปิดฝา เมื่อน้ำเดือดหรือเมื่อมีความร้อนน้ำจะพุ่งออกมาทางพวยกาจนเหลือที่ว่างให้ไอน้ำอาศัยอยู่น้ำก็จะหยุดพุ่งออกมา) ไอน้ำก็จะดันให้ลิ้นที่ฝาหม้อน้ำเปิดเพื่อปล่อยไอน้ำระบายออก จนน้ำพร่องอยู่ในจุดที่สมดุล (มีที่ให้ไอน้ำอยู่ได้) น้ำก็จะไม่หายไป หลายคนตรวจดูน้ำทุกเช้าแล้วเติมจนเต็มจนล้นแล้วจึงปิดฝา หลังจากใช้งานเปิดฝาดูระดับน้ำพร่องไปจากที่เติมก็เติมไปอีก รุ่งขึ้นเปิดดูก็หายไปอีก แล้วก็เลยเกิดอาการวิตกจริตว่ารถกินน้ำ เสียเงินเสียทองหาทางแก้ไขกันวุ่นวาย ถ้าเข้าใจในจุดนี้ (จากกาต้มน้ำ) ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเติมน้ำกันทุกวัน (ดังคำบอกเล่าของคนใช้รถในยุคก่อนที่ไม่มีถังพักน้ำ) เพียงดูระดับน้ำ (ให้อยู่ระหว่างขีดบนสุดกับต่ำสุด) ที่เครื่องหมายที่ข้างกระป๋องของถังพักน้ำก็เพียงพอแล้ว
น้ำที่จะเติมให้เต็มในรถยนต์ก็ดูเหมือนจะมีอยู่ที่เดียวคือน้ำล้าง กระจกบังลมหน้า (และหลังสำหรับรุ่นที่มีที่กระจกบังลมหลังรวมถึงในรุ่นที่มีน้ำล้างโคมไฟหน้าด้วย) น้ำล้างกระจกเติมให้เต็มจนล้นแล้วค่อยปิดฝาก็ไม่ทำให้อะไรเสียหาย น้ำล้างกระจกทั้งหน้าและหลังส่วนใหญ่แล้วจะมีสารช่วยชะล้างทำความสะอาด ทำให้ใบปัดน้ำฝนทำงานได้อย่างราบเรียบและทนทาน ที่จริงก็ไม่ต้องใช้สารอะไรที่พิเศษหรูหราราคาแพง แชมพูสระผมหรือน้ำยาล้างจาน คนผสมกับน้ำแล้วเติมลงไปก็สะอาดเอี่ยม ไม่ทำให้ชิ้นส่วนอื่นใดเสียหาย มีข้อควรระวังสำหรับรถยนต์ที่มีระบบฉีดล้างไฟหน้าก็คือ การใช้สารช่วยชะล้างนั้นควรต้องใช้ตามที่ผู้ผลิตกำหนดเพราะเลนซ์ไฟหน้าในปัจจุบันจะเป็นพลาสติกกันหมดแล้ว และไฟหน้ากำลังไฟสูงไม่ต่ำกว่า 50 วัตต์ ทำให้เกิดความร้อนที่เลนส์พลาสติก ถ้าใช้น้ำยาหรือสารชะล้างที่ไม่ถูกต้องอาจจะไปทำให้พลาสติกเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ก็ต้องพิถีพิถันเลือกใช้สารเคมีหรือสารช่วยชะล้างให้ถูกต้อง
ครับฝนหนักลมแรงใช้รถกันก็ต้องระมัดระวัง ชิ้นส่วนอุปกรณ์ชิ้นไหนที่ดูแล้วจะทำให้ความปลอดภัยลดลงเป็นไปได้ก็ควรเปลี่ยน เช่นที่ปัดน้ำฝน เลนส์ไฟท้าย และอย่าลืมน้ำยาล้างจานสักหนึ่งช้อนชาในกระป๋องฉีดน้ำล้างกระจก



